เวียนหัว บ้านหมุน อันตรายกว่าที่คิด ทำอย่างไรไม่ให้กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

เวียนหัว บ้านหมุน อันตรายกว่าที่คิด ทำอย่างไรไม่ให้กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

เวียนหัว บ้านหมุน อาการที่ทำให้มีความรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อม หรือ ร่างกายเคลื่อนที่ทั้งที่ไม่ได้เคลื่อนที่จริง อาจเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน และสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวทำให้เกิดอาการ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมได้ เช่น การทำงาน ออกกำลังกาย ไปจนถึงการขับขี่ยานพาหนะ

บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส มีข้อมูลเกี่ยวกับ เวียนหัว บ้านหมุน อันตรายกว่าที่คิด ทำอย่างไรไม่ให้กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน มาแชร์กัน

 

อาการ เวียนหัว คืออะไร ?

อาการเวียนหัว หมายถึง อาการมึนศีรษะ วิงเวียน งง รู้สึกโคลงเคลง ทรงตัวไม่อยู่ หรืออาจมีความรู้สึกลอย ๆ หวิว ๆ มีอาการตื้อในหัว ซึ่งในทางการแพทย์จะแบ่งอาการนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • อาการมึนเวียนหัว (Dizziness) คือ อาการมึนหัวรวมไปถึงอาการวิงเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เกิดได้จากโรคต่าง ๆ เช่น โรคทางระบบไหลเวียนเลือด โรคทางระบบประสาท ภาวะโลหิตจาง เป็นต้น
  • อาการ เวียนหัว บ้านหมุน (Vertigo) คือ อาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน หรือ โคลงเคลงเท่านั้น

 

เวียนหัว บ้านหมุน มีอาการอย่างไร

 

อาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

อาการเวียนหัว บ้านหมุน (Vertigo) เป็นอาการที่รู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือ สิ่งของที่มองเห็นหมุนไปโดยที่ตัวเองอยู่กับที่ โดยอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนนี้อาจส่งผลต่อการทรงตัว และทำให้ผู้ที่มีอาการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนหัวแบบรู้สึกหมุน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หูอื้อ การได้ยินลดลง หรือ มีเสียงในหูร่วมด้วย

 

สาเหตุของอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

สาเหตุของอาการ เวียนหัวบ้านหมุน

 

อาการ เวียนหัว บ้านหมุนเกิดจากสาเหตุที่มีลักษณะต่างกัน ที่พบได้บ่อย คือ ตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดผิดที่ ผู้ป่วยมักมีอาการในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ตอนก้ม ๆ เงย ๆ มักจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และอาการจะค่อย ๆ หายไป โดยมีสาเหตุของการเกิดอาการ ดังนี้

 

1. โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือ โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Benign Paroxysmal Positioning Vertigo: BPPV)

เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการ เวียนหัว บ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นในพบมากในผู้สูงอายุ โดยอาการเฉพาะของโรคนี้ เกิดขึ้นทันทีในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น โดยอาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับ แล้วอาการจะค่อย ๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยิน หรือ เสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาชาหรืออ่อนแรง โดยโรคนี้จะพบตะกอนแคลเซียมสะสมอยู่ในบริเวณอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ดังนั้น เมื่อมีการเคลื่อนไหว จึงเกิดการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ของตะกอนแคลเซียม ซึ่งจะเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อน้ำในหูชั้นในเคลื่อนไหว ทำให้มีผลไปกระตุ้นอวัยวะการทรงตัว

2. โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติ หรือ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease)

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการ เวียนหัว แบบรู้สึกหมุน อย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซ หรือ ล้มได้ง่าย อาการเวียนหัวที่เกิดจากโรคนี้อาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการ ผู้ป่วยควรอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจมีการได้ยินลดลง และมีเสียงดังในหู บางครั้งอาจพบอาการหูอื้อ ได้ โดยในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติ แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลมาจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน

3. โรคอื่น ๆ เช่น

  • การอักเสบของหูชั้นใน (Labyrinthitis) พบจากการอักเสบของหูชั้นกลาง ซึ่งพบได้ทั้งเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนหัวรุนแรง แต่ผู้ป่วยมักมีการได้ยินที่ปกติ อาจพบว่าผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคหูน้ำหนวก แล้วลุกลามเข้าสู่หูชั้นใน อาการมักรุนแรงมาก ผู้ป่วยมักมีอาการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย
  • โรคเนื้องอกของประสาทการทรงตัว หรือ เส้นประสาทการได้ยิน (Acoustic Neuroma) ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะร่วมกับการได้ยินลดลง บางรายอาจมีเสียงรบกวนในหู สำหรับรายที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่และไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการชาที่ใบหน้าซีกนั้น อัมพาตของใบหน้า เดินโซเซ หรืออาการทางสมองอื่น ๆ เนื่องจากก้อนเนื้องอกไปกดทับเนื้อสมอง
  • โรคเส้นประสาทการทรงตัวในหูอักเสบ (Vestibular Neuronitis) มักจะพบอาการเวียนศีรษะตามหลัง อาการติดเชื้อไวรัส เช่น เป็นหวัดอยู่นานหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ เมื่อไวรัสลุกลามเข้าในหูและเส้นประสาทการได้ยินจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะรุนแรงนานหลายวันจนถึงสัปดาห์ แต่ไม่ส่งผลต่อการได้ยิน ผู้ป่วยยังคงได้ยินเป็นปกติ
  • กระดูกกะโหลกแตกหัก (Temporal Bone Fracture) เป็นการแตกร้าวของกะโหลก (Cranial Bone) สามารถแบ่งได้หลายประเภท แต่มักเกิดจากสาเหตุร้ายแรงเพียงอย่างเดียวคือ การถูกอัดหรือถูกกระแทกที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนทำให้กระดูกส่วนศีรษะแตก ซึ่งการแตกร้าวอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่สมองร่วมด้วย
  • เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ (Vertebra-Basilar Insufficiency) โดยจะมีอาการหน้ามืด มึนงง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และหากปล่อยไว้นาน ๆ อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของร่างกายอาจเสื่อม และเสียหายในที่สุด

 

อันตรายของอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

อาการ เวียนหัว บ้านหมุน จะมีความอันตรายโดยขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากมีสาเหตุมาจากเนื้องอก หรือ เส้นเลือดผิดปกติอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือ หากมีสาเหตุอื่น เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูชั้นในหลุด สามารถรักษาได้ และไม่เป็นอันตราย ทั้งนี้หากมีอาการควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะจะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างเหมาะสมตามแนวทางการดูแลรักษาของแพทย์ต่อไป

 

อาการเวียนหัว บ้านหมุน แบบไหนต้องไปพบแพทย์

อาการ 

รับประทานยา
 เพื่อดูอาการ 

ต้องไปพบแพทย์ 
เวียนีรษะเป็น ๆ หาย ๆ    
เสียความสมดุล หรือ ถูกดึงจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง    
มองเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน 
รู้สึกหมุน     
ปวดศีรษะรุนแรงทันที     
มีอาการเจ็บหน้าอก, หายใจลำบาก     
มีอาการชา อ่อนแรง หน้าเบี้ยว     
มีอาการสับสน พูดไม่ชัด     
มีไข้ หรือ มีอาการชัก     
มีอาการหน้ามืด หมดสติ     
รู้สึกเอนเอียง แกว่ง     

 

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อมีอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

  • ให้ผู้ป่วยนอนบนพื้นราบ ระวังล้ม และพยายามให้ผู้ป่วยมองจุดใดจุดหนึ่งนิ่ง ๆ
  • หากมีอาการร่วมกับ เวียนหัว บ้านหมุน เช่น พูดไม่ชัด กลืนลำบาก เสียงแหบ แขนขาอ่อนแรง ชา ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
  • ถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติโรคที่เกี่ยวข้องกับหูชั้นใน เช่น โรคน้ำหูไม่เท่ากัน โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน แนะนำให้รับประทานยาประจำตัวก่อน หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์

 

การรักษาอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

การรักษาอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

แพทย์จะพิจารณารักษาตามสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน ซึ่งแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไป โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น กายภาพบำบัด ถ้าเป็นโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด ถ้าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง กินยาบรรเทาอาการตามโรคที่เป็น เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน ผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ของโรค เป็นต้น โดยการรักษาในระยะแรกจะได้ผลดีกว่าในระยะหลัง ดังนั้น หากมีอาการเวียนศีรษะผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ และเข้ารับการรักษาโดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการตรวจหู ตรวจระบบประสาทและการทรงตัว ตรวจการทำงานของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ตรวจดูการ กลอกของลูกตา และการเคลื่อนไหวของลูกตาในท่าทางต่าง ๆ ในผู้ป่วยบางรายที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติของการทำงานในหูชั้นในอาจได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจการได้ยิน (Audiogram)
  • ตรวจการทำงานของอวัยวะทรงตัวของหูชั้นใน (Videoelectronystagmography: VNG)
  • ตรวจวัดแรงดันของน้ำในหูชั้นใน (Electrocochleography: ECOG)
  • ตรวจการทรงตัว (Posturography)
  • ตรวจการทำงานของเส้นประสาทการได้ยิน (Evoke Response Audiometry)

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ เวียนหัว บ้านหมุน

 

1. ปรับพฤติกรรมประจำวัน เช่น ค่อย ๆ เปลี่ยนท่าทางโดยเฉพาะเวลาลุกนั่ง หรือ ยืนควรหันศีรษะอย่างช้า ๆ

2. ดื่มน้ำ ให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว หากต้องเดินทาง หรือ มีกิจกรรม ให้ดื่มน้ำเพิ่ม ก่อนทำกิจกรรมทุกครั้ง

3. หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก ฝึกให้หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น

4. พักผ่อนให้เพียงพอ ถูกสุขลักษณะ

5. หากิจกรรมทำเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ

6. ลดความเครียด ความกังวล มองโลกในแง่ดี

7. ควบคุมโรคประจำตัว เบาหวาน ไขมัน ความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

8. หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัว และมีผลทำให้ความดันต่ำ

 

สรุป

อาการ เวียนหัว บ้านหมุน เกิดจากระบบการควบคุมการทรงตัวที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถเป็นได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถดูแลตัวเอง และพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยการกระตุ้น เพื่อไม่ให้กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการไม่ว่าจะเป็นการหมุนหันศีรษะเร็ว ๆ การเปลี่ยนแปลงท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้มเงยคอไปจนถึงควรลดปริมาณการดื่มสุรา หรือ งดการสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง เป็นต้น

 

อาการเวียนหัว ถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยสามารถเข้ารับยาได้ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ตามร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ โดยสำหรับผู้ที่มี สิทธิบัตรทอง หรือ หลักประกันสุขภาพ 30 บาท ก็สามารถขอเข้ารับสิทธิ์ได้แล้วที่ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส กว่า 400 สาขา ทั่วประเทศ

 

ที่มา:

บ้านหมุน ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม จาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

บ้านหมุนเกิดจากอะไร ? จาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

บทความอาการบ้านหมุน จาก คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อาการบ้านหมุน เวียนศีรษะ เรื่องที่ควรระวัง จาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

อาการบ้านหมุน ภัยที่ไม่ควรมองข้าม จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

รู้จักอาการเวียนศีรษะและการป้องกัน จาก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บาดเจ็บที่ศีรษะ (Head Injury) จาก ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

5 วิธีการป้องกันและฟื้นฟูอาการเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จาก โรงพยาบาลกลาง สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

 

อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

 

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปวดหัวข้างขวา แก้ยังไง ปวดหัวแบบไหนอันตรายต้องรีบพบแพทย์

อาการปวดหัวมีหลายประเภทด้วยกัน แต่เพียงบางประเภทเท่านั้นที่ส่งผลให้เกิดอาการ "ปวดหัวข้างขวา หรือ ปวดหัวข้างเดียว" โดยสาเหตุจะแตกต่างกันออกไป อาการเหล่านี้นอกจากสร้างความไม่สบายใจในชีวิตประจำวันแล้ว ยังเป็นอาการเตือนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพได้

ปวดหัว อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย นี่เราเป็นไข้ หรือ ติดเชื้อ โอไมครอน ?

โอไมครอน เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ทำเอาใครต่อใครหลายคนกังวลไปตามๆ กัน ว่าอาการปวดหัว อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ที่กำลังเป็นนี้หรือเปล่าที่มาจากการติดเชื้อ โอมิครอน วันนี้เอ็กซ์ต้า พลัส จึงจะพาทุกคนมีไข้ข้อข้องใจของเชื้อไวรัสนี้กันค่ะ ทำความรู้จัก โอไมครอน เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ คืออะไร?

เพื่อความแน่ใจ ปวดที่ไช่ไมเกรน

เพื่อความแน่ใจ ปวดที่ไช่ไมเกรน

หัวใจเต้นเร็ว ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหัวใจ

หัวใจเต้นเร็วไม่ได้หมายถึงโรคหัวใจเสมอไป

รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการใช้ สิทธิบัตรทอง เพื่อรับยาไม่มีค่าใช้จ่าย

หลายคนคงมีคำถามเกี่ยวกับการใช้ สิทธิบัตรทอง เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ ในการรับยาได้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส

สิทธิบัตรทอง! เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ รับยาไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส

สิทธิบัตรทอง! เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ รับยาไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส

“สิทธิบัตรทอง” สิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของคนไทยที่ควรรู้

“สิทธิบัตรทอง” คือสิทธิตามกฎหมายของคนไทย ที่ใช้ในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข และการแพทย์ เพื่อการรักษาพยาบาล การตรวจวินิจฉัย ส่งเสริมด้านสุขภาพ และการป้องกันโรค ฯลฯ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    Cookies Details

บันทึก