วิธีดูแลโรคเก๊าท์ในผู้สูงอายุ

โรคเก๊าท์ ถือเป็นโรคที่มักจะพบได้ในผู้สูงอายุ เนื่องจากการกินโปรตีนบางอย่างมากจนเกินไป และทำให้ย่อยสลายจนกลายเป็นกรดยูริกที่ไปตกตะกอนในข้อ

ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และผู้สูงอายุจะเป็นโรคเก๊าท์ได้จะต้องมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีขึ้นไป[1] ส่วนใหญ่จะพบโรคนี้ได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในอัตราส่วน 3:1

เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิงจะทำให้ไตขับกรดยูริกออกมาได้ดี[2] และยังมีการพบความชุกของโรคที่เพิ่มขึ้นตามอายุ โดยในผู้ชายจะถูกพบในอายุมากกว่า 65 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 85 ปี และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว[3]

อาการของโรคเก๊าท์ จะเป็นลักษณะของการอักเสบของข้อแบบเฉียบพลัน 1-2 ข้อ อาการจะร้อนบวม แดง กดแล้วจะรู้สึกเจ็บ และปวดรุนแรง ในระยะแรกจะพบข้ออักเสบบริเวณข้อนิ้วเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า

หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นก็ขึ้นอยู่กับการรักษาของแต่ละคน ซึ่งการเกิดข้ออักเสบเฉียบพลันจะสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะเกิดจากการอักเสบของข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อแบบซ้ำ ๆ จึงทำให้เกิดปุ่มใต้ผิวหนัง เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้า และถ้าหากผู้ป่วยมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ข้อ และเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลายได้เช่นกัน[4]

สำหรับสาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรค เกิดจากการขับถ่ายของสารพิวรีนของร่างกายผิดปกติ สารพิวรีนก็คือธาตุที่อยู่ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี และเครื่องในสัตว์ ที่ถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริก และถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะ ในคนปกติแล้วกรดยูริกจะถูกสร้างขึ้นมาช้าพอที่ไตจะขับออกมา แต่ถ้าหากคนที่กรดยูริกถูกสร้างขึ้นมา แต่ไตขับออกมาได้ช้า หรือเร็วก็ตาม ก็จะทำห้เกิดการสะสมของกรดยูริกมากในร่างกาย

ของเรา ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดการปวดรุนแรงในข้อกระดูก หรือรอบ ๆ ข้อได้ นอกจากนั้นแล้วโรคนี้ยังสามารถถ่ายทอดกันได้ทางพันธุกรรมอีกด้วยเช่นกัน[5]

สำหรับวิธีป้องกันโรคเก๊าท์มีดังนี้ [6]

  1. พบแพทย์เพื่อติดตามการรักษา

  2. ไม่ควรหยุดยาเอง หรือกินยาไม่สม่ำเสมอ

  3. งดการดื่มเบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  4. งดการนวด หรือบีบข้อ

ทั้งนี้ไม่มีการห้ามทานอาหารใด ๆ ยกเว้นว่าในผู้ป่วยบางคนที่เมื่อทานอาหารบางอย่างแล้วเกิดอาการข้ออักเสบขึ้น ให้หลีกเลี่ยงอาหารนั้น ๆ และถ้าเมื่อกรดยูริกอยู่ในระดับปกติแล้วก็สามารถทานได้ตามปกติ

นอกจากนั้นการกินวิตามินซีก็ยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้กรดยูริกลดลงได้ แต่ควรจะรับประทานวิตามินซีในขนาดที่พอดี ในผู้ใหญ่เพียง 75-90 มิลลิกรัมเท่านั้น หากทานวิตามินซีสูงมากกว่า 1,000 มิลลิกรัม/วัน อาจจะเป็นการเพิ่มกรดในปัสสาวะได้ และอาจทำให้เกิดการตกตะกอนในท่อไตได้

หากต้องการรับประทานวิตามินซีเพื่อลดระดับกรดยูริกก็ควรจะทานในปริมาณที่น้อย ๆ [3] นอกจากนั้นเรายังสามารถมองหาวิตามินซีที่มีคุณภาพเพื่อช่วยลดระดับกรดยูริกได้อีกด้วย

และถ้าหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัสทุกสาขาใกล้บ้าน หรือที่ แอปฯ ALL Pharma See ดาวน์โหลดฟรีที่ 

เอกสารอ้างอิง

[1]โรคเก๊าท์ [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_8_006.html  

[2]โรคเก๊าท์ [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://www.doctor.or.th/article/detail/6481 

[3]วิตามินซีกับโรคเก๊าท์ [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/424/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B5-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%8C/ 

[4]บทความการวินิจฉัยโรคเก๊าท์และแนวทางการรักษาภาวะข้ออักเสบเฉียบพลันในโรคเก๊าท์ [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://ccpe.pharmacycouncil.org/showfile.php?file=205 

[5]บทความวิชากาสำหรับการศึกษาต่อเนื่อง สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เรื่องโรคเก๊าท์ (Gout) [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=667 

[6]โรคเก๊าท์ [ ค้นหาเมื่อ 2564 ก.พ. 17]

https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1217 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง