อาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ หรือความรู้สึกตึงเปรี๊ยะรอบศีรษะ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานและผู้ที่มีความเครียดสะสม
โดยส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับ “อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension headache) แต่ก็อาจเกี่ยวข้องกับสาเหตุอื่นได้ ดังนั้น จึงควรรู้ทั้งสาเหตุที่พบบ่อยและสัญญาณอันตรายที่ต้องไปพบแพทย์
บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงสาเหตุของอาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับพร้อมแนวทางการรับมืออย่างถูกวิธี มาฝากกัน
อาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ คืออะไร?
อาการ ปวดขมับสองข้าง และความรู้สึกเหมือนมีผ้ามาพันรัดหรือมีแถบมากดรัดรอบศีรษะ คือลักษณะที่พบได้บ่อยใน “โรคปวดศีรษะจากความตึงเครียด” ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดชนิดหนึ่ง โดยมักปวดตื้อ หนัก แน่น มากกว่าปวดตุ๊บ ๆ ตามชีพจร
โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการ รู้สึกหนักหัว หรือปวดแบบตื้อ ๆ แต่จะไม่ได้รู้สึกคล้ายกับอาการปวดตุ๊บ ๆ ตามจังหวะชีพจรเหมือนไมเกรน
อย่างไรก็ตาม อาการปวดบริเวณขมับอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ไมเกรน ภาวะไซนัสอักเสบ ความดันโลหิตสูง หรือโรคที่รุนแรงกว่านั้นได้ ดังนั้น หากมีอาการเกิดขึ้นในระยะยาว ไม่ควรวินิจฉัยตัวเอง และควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
| ลักษณะอาการ | ปวดหัวจากความเครียด | ปวดหัวไมเกรน |
| ตำแหน่ง | ทั่วศีรษะ, ขมับสองข้าง, ท้ายทอย | มักปวดเบ้าตา ปวดหัวข้างเดียว |
| ความรู้สึก | เหมือนโดนบีบรัด, หนักหัว, ตื้อ ๆ | ปวดตุ๊บ ๆ ตามจังหวะชีพจร |
| อาการร่วม | กล้ามเนื้อบ่าคอตึง นอนไม่สบาย เครียดง่าย เหนื่อยล้า | คลื่นไส้, แพ้แสง, แพ้กลิ่น |
| ระยะเวลา | ตั้งแต่ 30 นาที จนถึงหลายชั่วโมง หรือเป็น ๆ หาย ๆ ได้หลายวัน | มักปวด 4–72 ชั่วโมง หากไม่ได้รักษา |
ตารางเปรียบเทียบอาการปวดขมับสองข้าง VS ไมเกรน
4 สาเหตุอาการปวดขมับสองข้าง และปัจจัยกระตุ้น มีอะไรบ้าง?

โดยสำหรับอาการ ปวดขมับสองข้าง วิธีแก้ การจำแนกปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายแสดงอาการเจ็บปวดออกมา สามารถแบ่งออกได้ 4 ปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่
1. ภาวะความเครียดสะสม
ความเครียดเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ และหนังศีรษะอย่างต่อเนื่อง เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้เกร็งตัวผิดปกติจะส่งผลให้รู้สึก ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ หรือรู้สึกตึงรอบศีรษะเหมือนมีเข็มขัดรัดไว้
ซึ่งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในลักษณะนี้หากปล่อยไว้นานจะนำไปสู่ภาวะ ปวดหัวนอนไม่หลับ เนื่องจากการทำงานของระบบประสาทอยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดเวลานั่นเอง
2. การใช้สายตาเกินขีดจำกัด
ในยุคปัจจุบันที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อเล็ก ๆ รอบดวงตาและบริเวณ ขมับ จะทำงานหนักเกินไปเพื่อโฟกัสภาพ
ซึ่งการเพ่งสายตาอย่างต่อเนื่องกระตุ้นให้เกิดความล้าสะสม ซึ่งส่งผลให้ รู้สึกหนักหัว และเริ่มมีอาการ ปวดขมับสองข้าง ตามมา
3. การอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน
ท่าทางการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดสุขลักษณะ เช่น การนั่งห่อไหล่ หรือการโน้มศีรษะไปข้างหน้าเพื่อมองจอภาพ ฯลฯ
พฤติกรรมเหล่านี้ย่อมส่งผลให้กล้ามเนื้อคอต้องรับภาระน้ำหนักของศีรษะมากขึ้นจนเกิดอาการ หนักหัว ได้จนบางครั้งอาจรู้สึก ปวดหัวตุ๊บ ๆ บริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง ซึ่งวิธีแก้เบื้องต้นอาจต้องเริ่มจากการจัดสรีระร่างกายให้ถูกต้อง
4. ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระบบประสาท
นอกจากสาเหตุหลักข้างต้น ยังมีองค์ประกอบเสริมที่ทำให้อาการทวีความรุนแรงขึ้น ได้แก่
- การขาดน้ำ เมื่อร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้มีอาการ ปวดหัว ตื้อ ๆ หนัก ๆ
- สภาพแวดล้อม แสงที่จ้าเกินไปหรือเสียงดังรบกวนต่อเนื่อง สามารถกระตุ้นให้เส้นประสาทมีความไวต่อความรู้สึกผิดปกติ
- ภาวะวิกฤตของความปวด ในบางกรณีหากความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้รู้สึก ปวดหัวเหมือนจะระเบิด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างเร่งด่วน
สัญญาณอันตราย! ปวดหัวแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ด่วน

แม้โดยส่วนใหญ่ลักษณะการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ จะมีสาเหตุหลักมาจากความเครียดหรือกล้ามเนื้อตึงตัว แต่หากมีอาการปวดหัวเหมือนจะระเบิด อย่างรุนแรงและฉับพลัน หรือมีสัญญาณอาการผิดปกติอื่น ๆ เหล่านี้ แนะนำว่าควรไปพบแพทย์โดยด่วน เช่น
- มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือหนังตาตก
- ลักษณะการปวดที่ผิดปกติ มีอาการ ปวดหัวนอนไม่หลับ หรือสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความดันในสมองที่ผิดปกติ
- มีอาการทางร่างกายร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง คอแข็งตึง (Stiff neck) หรือมีปัญหาด้านการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
- ความรุนแรงเพิ่มขึ้น รู้สึกปวดหัวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องและไม่ตอบสนองต่อการดูแลตัวเองเบื้องต้น
หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือฝืนทนปวด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก หรือการติดเชื้อในระบบประสาท ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีเพื่อความปลอดภัย
ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ ทานยาอะไรดี?

เมื่ออาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ กำเริบจนส่งผลต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิต การเลือกทานยาที่ถูกต้องจะช่วยบรรเทาอาการได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรพิจารณาให้เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของอาการดังนี้
1. ยาพาราเซตามอล(Paracetamol)
เป็นยาสามัญประจำบ้านพื้นฐานที่ใช้สำหรับอาการ ปวดหัว ในระดับน้อยถึงปานกลาง ซึ่งยาพาราเซตามอลนี้จะช่วยยับยั้งสารสื่อประสาทบางชนิดที่ทำให้รู้สึกปวด
- วิธีใช้: สำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไป ขนาดรวมไม่ควรเกิน 4,000 มก./วัน หรือเทียบเท่ากับไม่เกิน 8 เม็ด ขนาด 500 มก. ต่อวัน และควรเว้นระยะตามฉลากหรือคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
- เคล็ดลับ: ควรทานทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกปวด ไม่ต้องรอให้ปวดรุนแรง เพราะยาจะออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะเริ่มต้น
ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการทานติดต่อกันหลายวัน หรือกินยาเกินขนาดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และไม่ทานร่วมกับยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีพาราเซตามอลอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อตับ
2. ยาในกลุ่มยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใชสเตอรอยด์(NSAIDs)
สำหรับกรณีที่อาการ ปวดขมับสองข้าง มีสาเหตุร่วมจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือปวดรุนแรงขึ้น ยาในกลุ่มนี้ เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen จะช่วยลดอาการปวดได้แรงและเร็วกว่ายาพาราเซตามอลทั่วไป
ข้อควรระวัง: อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร มีผลต่อไต หลอดเลือดหัวใจ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือในผู้สูงอายุ/มีโรคประจำตัว จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และมักแนะนำให้ทานหลังอาหาร
3. ยาคลายกล้ามเนื้อ(Muscle Relaxants)
เนื่องจากอาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ มักมีสาเหตุหลักมาจากกล้ามเนื้อบ่า คอ และหนังศีรษะตึงตัว ดังนั้น การได้รับยาคลายกล้ามเนื้อร่วมกับยาแก้ปวด เช่น ยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งคลายตัวลง ส่งผลให้อาการ ปวดหัว ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
เคล็ดลับทานยาให้ปลอดภัยและได้ผลดี
- ทานยาให้ถูกขนาด การทานยาแก้ปวดควรคำนวณตามน้ำหนักตัวเพื่อให้ได้ปริมาณยาที่เหมาะสมในการระงับปวด
- หลีกเลี่ยงการทานยาซ้ำซ้อน ไม่ควรทานยาแก้ปวดหลายชนิดที่มีตัวยาเดียวกันซ้ำซ้อนกัน เพราะอาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มั่นใจว่าอาการ ปวดหัวเหมือนจะระเบิด ที่เผชิญอยู่ควรใช้ยาประเภทไหน การปรึกษาเภสัชกรคือทางเลือกที่ดีที่สุด
4 วิธีดูแลตัวเองและวิธีแก้อาการ “ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ” เบื้องต้น
การจัดการกับอาการ ปวดหัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อลดการกระตุ้นของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ด้วยตนเองดังนี้
- พักสายตาเพื่อลดความล้าสะสม หากต้องทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน ควรใช้หลัก 20-20-20 คือทุก ๆ 20 นาที ให้พักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที โดยทอดสายตามองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อดวงตาและบริเวณ ขมับ ได้ผ่อนคลายจากการเพ่งมอง
- การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อเฉพาะจุด เมื่อเริ่มรู้สึก หนักหัว หรือตึงบริเวณศีรษะ สามารถใช้นิ้วนวดคลึงเบา ๆ บริเวณ ขมับ และท้ายทอย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและลดความตึงเขม่นของกล้ามเนื้อที่หดตัวผิดปกติ
- การจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ ฝึกการทำสมาธิหรือการควบคุมลมหายใจ (Deep Breathing) เพื่อลดภาวะตึงเครียดของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อบ่าและคอหดเกร็งจนส่งผลให้ ปวดหัว ตื้อ ๆ หนัก ๆ
- ปรับพฤติกรรมการนอน การจัดตารางเวลานอนให้สม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการ ปวดหัวนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ความปวดรุนแรงขึ้นในวันถัดไป
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มี อาการปวดหัว
สำหรับผู้ที่มีอาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับอาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ
Q: อาการปวดขมับสองข้างต่างจากไมเกรนอย่างไร?
A: ไมเกรนมักปวดข้างเดียวและมีลักษณะปวดตุ๊บ ๆ ตามจังหวะชีพจร แต่อาการจากความเครียดมักปวดสองข้างและรู้สึกเหมือนโดนบีบรัด
Q: ทำยังไงให้หายปวดหัวโดยไม่ต้องกินยา?
A: การปรับท่วงท่าในการทำงาน การประคบอุ่นบริเวณต้นคอ และการพักผ่อนให้เพียงพอสามารถช่วยบรรเทาอาการในระยะเริ่มต้นได้
Q: ปวดหัวบีบขมับบ่อย ๆ เสี่ยงเป็นเนื้องอกในสมองไหม?
A: ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวและความเครียด หากไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น ชาครึ่งซีก หรืออาเจียนพุ่ง มักไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ควรมาปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อความสบายใจ
Q: ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ ทานยาพาราเซตามอลบ่อย ๆ มีผลข้างเคียงไหม?
A: หากทานเกินขนาดหรือทานติดต่อกันนานเกินไปอาจส่งผลต่อตับได้ จึงแนะนำให้ใช้ยาตามที่เภสัชกรแนะนำและเน้นการปรับพฤติกรรมควบคู่กัน
Q: ทำไมอาการปวดหัวชอบมาตอนเย็น ๆ?
A: เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสะสมความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงานมาทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวสูง
สรุป
อาการ ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ แม้จะเป็นปัญหาสุขภาพทั่วไปที่เกิดจากความเครียดและพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่การละเลยไม่ดูแลอาจนำไปสู่ภาวะเรื้อรังและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
ดังนั้น การปรับไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปกับการดูแลอย่างถูกต้อง จะช่วยลดการเกิดอาการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากพบสัญญาณอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ที่มา
How and when to take paracetamol for adults จาก NHS
Tension Headache vs. Migraine จาก webMD
Tension headache จาก Mayo Clinic
Tension headache Causes จาก MedlinePlus
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

