รู้จัก “งูสวัด” ภัยเงียบที่มาพร้อม อาการปวดแสบปวดร้อน ช่วงหน้าฝน

รู้จัก “งูสวัด” ภัยเงียบที่มาพร้อม อาการปวดแสบปวดร้อน ช่วงหน้าฝน

ช่วงเดือนมิถุนายนที่มีอากาศร้อนชื้นสลับฝนตก ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันจนภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ส่งผลให้ไวรัสที่เคยซ่อนอยู่เงียบ ๆ ในร่างกายกำเริบกลายเป็น “โรคงูสวัด ภัยเงียบผิวหนังที่ไม่ได้มีแค่ผื่นแดง แต่มาพร้อมอาการปวดแสบปวดร้อนและตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาทที่สร้างความทรมานอย่างคาดไม่ถึง 

บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนไปเจาะลึกวิธีสังเกต งูสวัด อาการ เบื้องต้น พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองที่ถูกต้องเพื่อช่วยลดความรุนแรงและบล็อกอาการปวดเรื้อรังได้อย่างทันท่วงที มาฝากกัน 

 

ไวรัสซ่อนเร้น ทำความรู้จัก “โรคงูสวัด” คืออะไร? 

 

ภาพผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคงูสวัด อาการปวดแสบร้อนบริเวณแผ่นหลัง

 

โรคงูสวัด (Shingles) ไม่ใช่การติดเชื้อใหม่จากภายนอก แต่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส 

กลไกของโรคเริ่มหลังจากที่เราหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะไม่ได้หมดไปจากร่างกาย แต่จะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทตามแนวกระดูกสันหลังหรือสมองอย่างสงบ โดยมีระบบภูมิคุ้มกันคอยควบคุมไว้ 

แต่เมื่อใดที่ร่างกายเผชิญกับภาวะภูมิคุ้มกันตก เช่น อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ 50 ปีขึ้นไป ความเครียด พักผ่อนน้อย หรือสภาพอากาศแปรปรวนชื้นแฉะในฤดูฝน เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่จะฉวยโอกาสแบ่งตัวและวิ่งกลับมาตามแนวเส้นประสาท จนเกิดการอักเสบและแสดงอาการออกมาเป็นผื่นตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังในที่สุด 

 

สาเหตุหลักของ โรคงูสวัด อาการปวดแสบร้อน เกิดจากอะไรบ้าง? 

โดยสำหรับโรคงูสวัด สาเหตุที่แท้จริงมักเกิดจาก “ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง” จนไม่สามารถกดเชื้อไวรัส VZV ที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทไว้ได้ ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญดังนี้ 

  1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ 
  2. พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกสะสม เครียดทำงานหนัก หรือขาดสารอาหาร 
  3. สภาพอากาศแปรปรวน: ช่วงเปลี่ยนฤดู โดยเฉพาะหน้าฝนที่มีความชื้นสูง ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและภูมิตกได้ง่าย 
  4. โรคประจำตัวและยา: ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน โรคไต) ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและเคมีบำบัด 

 

เช็กด่วน! งูสวัด อาการเริ่มต้นและระยะลุกลามเป็นอย่างไร?

 

ภาพแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังตรวจระยะของโรคงูสวัด ให้กับผู้ป่วย

 

การรู้เท่าทันและสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว คือหัวใจสำคัญในการรับมือกับโรคงูสวัด อาการของโรคนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 

  1. ระยะเริ่มต้นอาการแรกเริ่ม (1–3 วันก่อนผื่นขึ้น): งูสวัดจะมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปลบคล้ายไฟช็อตบริเวณผิวหนังตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่ง (เช่น เอว อก หลัง หรือใบหน้า) มักสับสนกับอาการปวดกล้ามเนื้อ 
  2. ระยะออกผื่นและตุ่มน้ำใส (สัปดาห์แรก): เริ่มเกิดผื่นแดงในบริเวณที่ปวด จากนั้นกลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นกลุ่มหรือแนวยาวตามแนวเส้นประสาท อาการปวดแสบปวดร้อนจะทวีความรุนแรงขึ้นจนรบกวนการนอนหลับ 
  3. ระยะตกสะเก็ด (สัปดาห์ที่ 2–3): ตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่น แตกออก แผลค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ดหลุดลอกไปเองภายใน 2 สัปดาห์ ข้อควรระวัง: ห้ามแคะ แกะ หรือเกาเด็ดขาด เพราะเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้แผลหายช้าและเป็นแผลเป็นลึก 

 

วิธีการรักษา โรคงูสวัด ทางการแพทย์

 

แนวทางการรักษา “โรคงูสวัด” ทางการแพทย์

 

การรักษาโรคงูสวัดในปัจจุบันเน้นการระงับเชื้อไวรัสและควบคุมความเจ็บปวด โดยมี 3 วิธีหลัก ดังนี้ 

1. การให้ยาต้านไวรัส: เช่น ยา Acyclovir หรือ Valacyclovir เพื่อยับยั้งอาการปวดแสบปวดร้อนจากเชื้อไวรัส ช่วยให้แผลแห้งไว และลดความรุนแรงของโรค

เงื่อนไขสำคัญ: ควรได้รับยาภายใน 48–72 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความเสี่ยงภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง

2. การรักษาตามอาการ: จ่ายยาแก้ปวดตามระดับความรุนแรง มีตั้งแต่ยาพาราเซตามอล ไปจนถึงยา
กลุ่มที่รักษาอาการปวดเส้นประสาทโดยเฉพาะ โดยแพทย์มักจ่ายยาแก้คันกลุ่ม Antihistamine เพื่อลดความประเจิดประเจ้อในการเกาแผล 

3. การดูแลแผลภายนอก: การใช้ยาทาหรือแป้งน้ำคาลาไมน์บรรเทาอาการคัน รวมถึงการล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาดเพื่อป้องกันแบคทีเรียแทรกซ้อน 

 

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง งูสวัด vs อีสุกอีใส vs เริม 

หลายคนมักสับสนระหว่างโรคงูสวัด โรคอีสุกอีใส และโรคเริม เนื่องจากทั้งสามโรคนี้มีลักษณะอาการเบื้องต้นที่เป็นตุ่มน้ำใสคล้ายคลึงกัน ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างได้อย่างชัดเจน 

 

ลักษณะเปรียบเทียบ งูสวัด (Shingles) อีสุกอีใส (Chickenpox) เริม (Herpes Simplex)
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุ Varicella Zoster Virus (VZV) Varicella Zoster Virus (VZV) Herpes Simplex Virus (HSV)
ลักษณะผื่นและตุ่มน้ำ ตุ่มน้ำใสเรียงเป็นกลุ่ม หรือเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งร่างกาย ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก กระจุกรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
ตำแหน่งที่มักพบ ตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย เช่น เอว หลัง หรือใบหน้า กระจายทั่วร่างกาย เช่น หน้า ลำตัว แขน และขา บริเวณริมฝีปาก มุมปาก หรืออวัยวะเพศ
อาการเด่นชัด ปวดแสบปวดร้อน เสียวแปลบตามเส้นประสาทอย่างรุนแรง มีไข้ คันตามตุ่มน้ำอย่างมาก เจ็บ คัน ยิบ ๆ ตึง ๆ บริเวณที่เป็นตุ่มน้ำ
ความถี่ในการเกิดซ้ำ มักเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต โอกาสเกิดซ้ำมีน้อยมาก เป็นครั้งเดียวตลอดชีวิต จากนั้นเชื้อจะซ่อนในร่างกาย เป็นซ้ำได้บ่อย เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

 

ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัว อาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN)

สำหรับอาการหลังเป็นงูสวัด ความน่ากลัวของโรคงูสวัดไม่ได้จบลงเมื่อแผลหาย แต่คือภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Postherpetic Neuralgia (PHN) หรืออาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง 

ภาวะนี้เกิดจากเชื้อไวรัสทำลายและทำให้เส้นประสาทอักเสบ จนส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองผิดปกติ แม้ผื่นและตุ่มน้ำบนผิวหนังจะแห้งสนิทไปนานหลายเดือนหรือเป็นปีแล้ว  

ผู้ป่วยก็ยังคงต้องทรมานกับอาการปวดแสบปวดร้อน เจ็บแปลบ ๆ ลึก ๆ คล้ายไฟช็อต ซึ่งรุนแรงถึงขั้นที่แค่เสื้อผ้าเสียดสีหรือโดนลมพัดเบา ๆ ก็เจ็บปวดจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ 

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน PHN ได้สูง  

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมาก โอกาสเกิดยิ่งสูง 
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือรับประทานยากดภูมิ 
  • ผู้ที่มี งูสวัด อาการ รุนแรงตั้งแต่ระยะแรก มีผื่นจำนวนมาก หรือมีอาการปวดรุนแรงก่อนผื่นขึ้น 
  • ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที ภายใน 48-72 ชั่วโมง 

ข้อควรรู้เพิ่มเติม: หากงูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือจมูก (Herpes Zoster Ophthalmicus) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์โดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้ เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่ดวงตา ทำให้กระจกตาอักเสบ และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ 

 

6 วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็น งูสวัด เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน

 

6 วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็น งูสวัด เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน

 

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน และลดความทรมานจากอาการปวดแสบปวดร้อนได้ นี่คือคำแนะนำที่เป็นความจริงทางการแพทย์ที่คุณควรปฏิบัติตาม 

  1. รักษาความสะอาดของแผล: ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือทางการแพทย์ (Normal Saline) หรือน้ำสะอาดกับสบู่อ่อน ๆ อย่างเบามือ ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ไม่ควรปล่อยให้แผลอับชื้น 
  2. บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน: สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเกลือเย็น ๆ ประคบบริเวณที่มีตุ่มน้ำ ประมาณ 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง จะช่วยลดอาการปวดและคันได้ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อน เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและคันมากขึ้น 
  3. เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม: ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย (Cotton) เนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูปหรือเนื้อผ้าที่หยาบกระด้าง เพื่อลดการเสียดสีบริเวณที่เป็นแผล 
  4. งดพฤติกรรมเสี่ยงเด็ดขาด: ห้ามแคะ แกะ เกา หรือใช้เข็มเจาะตุ่มน้ำให้แตกโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แบคทีเรียเข้าสู่แผลและเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ 
  5. หลีกเลี่ยงความเชื่อผิด ๆ ทางการแพทย์: ห้ามนำยาสมุนไพรที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ว่านหางจระเข้สดที่ล้างไม่สะอาด ยาสีฟัน หรือน้ำลาย มาทาหรือพ่นบริเวณแผลงูสวัด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หายแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อจนแผลเน่าเฟะได้ 
  6. แยกของใช้ส่วนตัว: แม้จะติดต่อได้ยาก แต่ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ที่นอน ออกจากสมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะหากในบ้านมีเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน 

 

Golden Period หรือช่วงเวลาทองที่ห้ามพลาด! 

สำหรับคนที่ได้รับยามารับประทาน กฎเหล็กของการรักษาโรคงูสวัดให้ได้ผลดีที่สุดคือ ผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสแบบรับประทาน ภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำขึ้น  

เพราะการได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงของโรค ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง  

สำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง ไม่มั่นใจว่าตนเองกำลังเผชิญกับ โรคงูสวัดอยู่ไหม และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการปรึกษา รับคำแนะนำ และหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee 

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย! 

 

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ โรคงูสวัด อาการ 

Q: งูสวัดพันรอบตัวทำให้เสียชีวิตจริงไหม? 

A: ไม่จริง งูสวัดมักขึ้นตามแนวเส้นประสาทเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น โอกาสพันรอบตัวพบน้อยมากในกลุ่มผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และสาเหตุการเสียชีวิตมักเกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อน ไม่ใช่เพราะผื่นพันรอบตัว 

Q: โรคงูสวัดติดต่อกันได้หรือไม่? 

A: ไม่ติดต่อเป็นงูสวัดโดยตรง แต่หากผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนไปสัมผัสกับน้ำเหลืองในตุ่มน้ำของผู้ป่วยงูสวัด เชื้อไวรัสจะทำให้ผู้นั้นป่วยเป็น “โรคอีสุกอีใส” แทน 

Q: ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด? 

A: แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนจะช่วยลดโอกาสเกิดโรค ลดความรุนแรงของ งูสวัด จากอาการปวดแสบปวดร้อน และป้องกันอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังได้เป็นอย่างดี  

(หมายเหตุ: ปัจจุบันสิทธิบัตรทองยังไม่ครอบคลุมค่าวัคซีน) 

 

สรุป 

ในช่วงหน้าฝนที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและมีความชื้นสูง ร่างกายของเราอาจปรับสภาพไม่ทันจนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นี่คือช่วงเวลาวิกฤตที่เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ในตัวเราอาจลุกฮือขึ้นมาสร้างปัญหาได้ โรคงูสวัดไม่ใช่แค่โรคผิวหนังที่สร้างความรำคาญ แต่เป็นภัยเงียบที่นำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานลึกถึงเส้นประสาท 

การหมั่นสังเกต งูสวัด อาการ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือเสียวแปลบตามผิวหนัง ก่อนที่จะมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสขึ้น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคนี้ได้ดีที่สุด 

 

ที่มา 

Varicella Zoster Virus จาก UCSF Infectious Diseases Management Program 

Varicella-Zoster Virus (Chickenpox) จาก NCBI Bookshelf (StatPearls) 

โรคงูสวัด ร่างกายอ่อนแอต้องระวัง จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก