แชร์ทริควิธีเลือก ยาแก้เมารถ ให้เหมาะกับลูกน้อยและผู้สูงอายุ

แชร์ทริควิธีเลือกยาแก้เมารถ เพื่อให้เหมาะสมกับลูกน้อยและผู้สูงอายุ สามารถทานได้อย่างปลอดภัย

เคยนั่งรถออกต่างจังหวัด แล้วรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนอยู่ไหม หรือพอรถเข้าโค้งปุ๊บ ความอยากอาเจียนก็พุ่งขึ้นมาทันที นั่นคืออาการเมารถที่หลายคนคุ้นเคยกันดี  

และในทุกครั้งที่เกิดขึ้น ยาแก้เมารถ มักเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึง แต่รู้หรือไม่ว่าตัวยาไม่ได้ทำงานแบบที่หลายคนเข้าใจ เพราะบางคนกินยาเพื่อหวังผลข้างเคียงให้หลับสบายระหว่างทาง  

ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับยาแก้เมารถ บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้รวบรวมข้อมูลความรู้และคำแนะนำอย่างถูกต้องมาแบ่งปันกัน ตั้งแต่วิธีกินยาที่ถูกวิธี ไปจนถึงยาสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกทริปเดินทางของคุณปลอดภัย สามารถสนุกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกอดถุงพลาสติกตลอดทาง 

 

อาการเมารถ เกิดจากอะไร?  

 

ภาพหญิงสาวเอเชียที่กำลังเกิดอาการเมารถขึ้น ขณะนั่งรถที่เบาะหลังคนขับ

 

อาการเมารถ หรือ Motion Sickness เกิดจากการที่สมองได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างตาและหูชั้นใน ในขณะที่อยู่บนยานพาหนะ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณนั่งอยู่ในรถและมองหน้าจอโทรศัพท์ ตาบอกสมองว่าฉันอยู่นิ่ง แต่หูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวรับรู้ว่าฉันกำลังเคลื่อนที่  

ซึ่งความขัดแย้งนี้ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียนถูกกระตุ้น จนเกิดอาการวิงเวียน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียนตามมา โดยปัจจัยที่กระตุ้นอาการเมารถได้ง่ายขึ้น มีดังนี้  

  1. การอ่านหนังสือหรือดูโทรศัพท์ระหว่างเดินทาง 
  2. การนั่งที่นั่งหันหลังให้ทิศทางการเคลื่อนที่ 
  3. กลิ่นในรถที่อบอ้าว 
  4. ถนนคดเคี้ยวหรือทางภูเขา 
  5. การอดนอนหรือร่างกายอ่อนเพลีย 

 

ยาแก้เมารถ คืออะไร ออกฤทธิ์อย่างไร?

 

ภาพมือของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะแกะยาเม็ดออกจากแผง

 

ยาแก้อาการเมารถส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน จัดอยู่ในกลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamines) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งสัญญาณประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียนและการทรงตัว โดยเฉพาะการปิดกั้นตัวรับ H1 และ Muscarinic Receptor ที่ทำให้ระบบประสาทสับสนจากการเคลื่อนไหว 

ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญเกี่ยวกับยาแก้เมารถ  

ยาแก้เมารถไม่ได้ทำให้คุณหลับ แต่ทำหน้าที่ลดความไวของระบบประสาทต่อสัญญาณขัดแย้ง อาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นในบางคนเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ไม่ใช่กลไกการรักษาหลัก ดังนั้นการกินยาเมารถเพื่อหวังให้หลับในรถ อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป  รวมถึงบางกรณีอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย 

 

รู้จักกับ 3 ตัวยาหลักในกลุ่มยาแก้เมารถ

 

ยาแก้เมารถเม็ดสีเหลืองที่ถูกเทออกกมาจากกระปุกยา

 

สำหรับการใช้ยาแก้เมารถ เพื่อบรรเทาอาการขณะเดินทาง จะมีกลุ่มตัวยาให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 ตัวยาสำคัญซึ่งตัวยาทั้งหมดนี้จะมีการออกฤทธิ์และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้  

 

1.Dimenhydrinate หรือยา Dramamine และยาแก้เมารถสีเหลือง 

ยาแก้เมารถ Dramamine และยาสามัญในกลุ่มเดียวกันที่หลายคนรู้จักในชื่อ ยาแก้เมารถสีเหลือง มีตัวยาสำคัญคือ Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาแก้เมาแบบมีฤทธิ์ง่วงซึม (Sedating) โดยออกฤทธิ์ปิดกั้นทั้งตัวรับฮิสตามีนและตัวรับมัสคาริน ทำให้ลดสัญญาณสับสนในสมองได้ดี แต่ก็ยังมีโอกาสทำให้ง่วงซึมและปากแห้งได้สูง  

ควรรับประทาน 30–60 นาทีก่อนออกเดินทาง โดยในผู้ใหญ่ทั่วไปให้รับประทาน 50–100 มิลลิกรัม และไม่ควรรับประทานเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน 

คำแนะนำการใช้ยา: Dimenhydrinate ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือควบคุมเครื่องจักร เนื่องจากฤทธิ์ง่วงซึม และไม่แนะนำในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 

 

2.Meclizine ยาแก้เมารถแบบไม่ง่วง 

ยาแก้เมารถแบบง่วงเป็นยาแบบดั้งเดิมที่อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง จึงทำให้ Meclizine เป็นตัวเลือกยาแก้เมารถแบบไม่ง่วงที่ดีกว่าสำหรับกลุ่มนี้  

ด้วยการออกฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้ดี 

คำแนะนำการใช้ยา: ถึงแม้จะเป็นแบบที่ทำให้รู้สึกง่วงน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ง่วงเลย 100% ดังนั้นอาจยังต้องระวังอยู่ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนจะตอบสนองยาแตกต่างกันออกไป 

 

3.Cinnarizine ยาแก้เมารถ Cephadol 

ยาแก้เมารถ Cephadol มีตัวยาสำคัญคือ Cinnarizine ซึ่งออกฤทธิ์ต่างจากกลุ่มแรก โดย Cinnarizine เป็น Calcium Channel Blocker ที่ช่วยลดการกระตุ้นของหูชั้นใน  

จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความไวต่อการเคลื่อนไหวสูง หรือมีอาการวิงเวียนจากหูชั้นในเป็นพื้นอยู่แล้ว Cinnarizine มักทำให้ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงนี้ในบางคน โดยควรรับประทาน 25 มิลลิกรัม ก่อนออกเดินทาง 30 นาที และสามารถรับประทานซ้ำทุก 8 ชั่วโมงหากจำเป็น 

คำแนะนำการใช้ยา: ควรทานยาตัวนี้หลังอาหารทันที รวมถึงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ 

 

เปรียบเทียบยาแก้เมารถแต่ละชนิด เลือกตัวไหนให้เหมาะสม?

รายการ Dimenhydrinate Cinnarizine Meclizine
ระดับอาการง่วง สูง ปานกลาง ต่ำ
ขนาดยาผู้ใหญ่ 50–100 mg / ครั้ง 25 mg / ครั้ง 25–50 mg / ครั้ง
เวลาที่ควรกินก่อนเดินทาง 30–60 นาที 30 นาที 30–60 นาที
ความถี่สูงสุด ไม่เกิน 400 mg / วัน ทุก 8 ชั่วโมง วันละ 1 ครั้ง
เหมาะกับใคร ผู้ใหญ่ที่ยอมรับอาการง่วงได้ ผู้ที่ไวต่อการเคลื่อนไหว วิงเวียนจากหูชั้นใน ผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง
ข้อควรระวัง ห้ามขับรถ และไม่แนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ระวังในผู้สูงอายุ ระวังในเด็กและผู้สูงอายุ

 

วิธีกินยาแก้เมารถ ยังไงให้ได้ผลดีที่สุด

 

ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถือกระปุกยาพร้อมกับแก้วน้ำในมือ

 

วิธีกินยาแก้เมารถ ที่ถูกต้อง จะมีผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก เพราะยาแก้เมาในกลุ่มนี้เป็นยากันไว้ก่อน ไม่ใช่ยาแก้หลังเกิดอาการ จึงต้องรับประทานก่อนเดินทางเสมอ โดยมีหลักการสำคัญในการกินยา ดังนี้ 

  • รับประทานยาก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ก่อนที่อาการจะเกิด 
  • ไม่ควรรับประทานยาขณะที่อาการกำลังเกิดขึ้นแล้ว เพราะยาจะดูดซึมช้าลงและอาจไม่ได้ผลเต็มที่ 
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับตัวยา เพราะจะเสริมฤทธิ์ง่วงซึม 
  • ไม่ควรรับประทานพร้อมยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท 
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง 

 

ยาเมารถเด็ก เลือกอย่างไรให้ถูกวัยและปลอดภัย?

ยาแก้เมารถของเด็ก แบ่งตามอายุ 

ยาเมารถเด็กต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงอายุอย่างเคร่งครัด เพราะเด็กมีปฏิกิริยาต่อยาแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ และในบางกลุ่มอายุ ยาบางชนิดอาจเกิดผลตรงข้ามหรือผลข้างเคียงรุนแรงได้ ซึ่งแนวทางการเลือกยาตามช่วงอายุ มีดังนี้  

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน เนื่องจากความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ 
  • เด็กอายุ 2–6 ปี: ใช้ได้บางตัว แต่ต้องปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว ห้ามใช้ขนาดยาผู้ใหญ่เด็ดขาด 
  • เด็กอายุ 6–12 ปี: ใช้ Dimenhydrinate ได้ในขนาด 25–50 มิลลิกรัมต่อครั้ง ตามที่ฉลากยาระบุ 
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป: ใช้ขนาดผู้ใหญ่ได้ 

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับยาแก้เมารถของเด็ก 

ในเด็กบางราย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ยาแอนตี้ฮิสตามีนอาจก่อให้เกิดผลตรงข้าม นั่นอาจทำให้เด็กตื่นเต้น กระสับกระส่าย หรือมีพฤติกรรมผิดปกติแทนที่จะง่วงหลับ ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาแก้เมารถให้เด็กทุกครั้ง 

 

ผู้สูงอายุกับยาแก้เมารถ ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?

ผู้สูงอายุมีความไวต่อผลข้างเคียงของยาแอนตี้ฮิสตามีนสูงกว่าวัยอื่น เนื่องจากการทำงานของไตและตับลดลง ทำให้ยาถูกกำจัดออกจากร่างกายช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ความสับสน หกล้ม ปัสสาวะไม่ออก (โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต) และความดันโลหิตต่ำ  

หากผู้สูงอายุที่ต้องใช้ยาแก้เมารถควรเริ่มจากขนาดยาต่ำที่สุดก่อน และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาอื่นร่วมด้วย 

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการเมารถ เมาเรือ 

สำหรับผู้ที่มีอาการเมารถหรืออาการวิงเวียนศีรษะที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทาง และต้องการปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับยาที่เหมาะสม สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่าน “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ซึ่งมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาแก้เมารถที่จำเป็นให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  

โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [ เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านฟีเจอร์ปรึกษาเภสัชจัดส่งยา บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ยาแก้เมารถ 

Q: ยาแก้เมารถมีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร? 

A ยาแก้เมารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามผลข้างเคียงด้านความง่วง ได้แก่ กลุ่มที่มีฤทธิ์ง่วง (Sedating) เช่น Dimenhydrinate ที่พบในยา Dramamine และยาแก้เมารถสีเหลืองทั่วไป และกลุ่มที่มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่า เช่น Cinnarizine ในยาแก้เมารถ Cephadol  

Q: วิธีกินยาแก้เมารถที่ถูกต้องคือทานก่อนขึ้นรถกี่นาที? 

A: ควรรับประทานก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์ก่อนที่สมองจะเริ่มรับสัญญาณขัดแย้งจากการเคลื่อนไหว  

Q: ยาแก้เมารถ Dramamine กับ Cephadol ต่างกันอย่างไร? 

A: ยาแก้เมารถ Dramamine มีตัวยา Dimenhydrinate ซึ่งออกฤทธิ์ปิดกั้นทั้งตัวรับฮิสตามีนและมัสคาริน ทำให้มีโอกาสง่วงซึมและปากแห้งสูง ส่วน Cephadol มีตัวยา Cinnarizine ที่เป็น Calcium Channel Blocker ออกฤทธิ์ต่างกัน มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่าในหลายคน  

Q: ยาแก้เมารถแบบไม่ง่วง มีจริงหรือเปล่า และใช้ได้ผลไหม? 

A: ยาแก้เมารถแบบง่วงน้อยมีจริง โดย Meclizine เป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดี มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate อย่างชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง  

Q: ยาแก้เมารถของเด็ก ใช้ตัวเดียวกับผู้ใหญ่ได้ไหม? 

A: ไม่ควรใช้ขนาดเดียวกัน แม้ตัวยาบางชนิดจะใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ต้องปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัวและอายุเสมอ และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้เลย  

Q: กินยาแก้เมารถแล้วยังมีอาการวิงเวียน อาเจียนอยู่ ทำอย่างไรดี? 

A: หากกินยาแก้เมารถแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น กินยาหลังจากที่อาการเริ่มแล้ว หรือขนาดยาไม่เพียงพอ หรือตัวยาที่เลือกอาจไม่ตรงกับสรีรวิทยาของคุณ ในกรณีนี้ควรหยุดพัก นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย มองไปที่เส้นขอบฟ้าหรือวัตถุที่อยู่นิ่ง และหลีกเลี่ยงการอ่านหรือดูจอ 

 

สรุป ยาแก้เมารถเลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง  

ยาแก้เมารถไม่ใช่ยาที่กินแล้วหายทุกคน เพราะแต่ละตัวมีกลไกและผลข้างเคียงต่างกัน ดังนั้น การเลือกให้ตรงกับสถานการณ์และสรีรวิทยาของตัวเองจึงสำคัญมาก 

  • หากต้องการประสิทธิภาพสูงและยอมรับอาการง่วงได้ – Dimenhydrinate (Dramamine, ยาสีเหลือง) 
  • หากต้องการง่วงน้อยกว่าแต่ยังป้องกันอาการได้ – Cinnarizine (Cephadol) 
  • หากเป็นยาเมารถของเด็กหรือผู้สูงอายุ – ปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอเรื่องการใช้ขนาดยา 
  • อย่าลืมกินยาก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที – ไม่ใช่หลังจากอาการเกิดขึ้นแล้ว 

 

ที่มา 

Dimenhydrinate Tablets จาก Cleveland Clinic 

ยาแก้เมารถ จาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก