เคยนั่งรถออกต่างจังหวัด แล้วรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนอยู่ไหม หรือพอรถเข้าโค้งปุ๊บ ความอยากอาเจียนก็พุ่งขึ้นมาทันที นั่นคืออาการเมารถที่หลายคนคุ้นเคยกันดี
และในทุกครั้งที่เกิดขึ้น ยาแก้เมารถ มักเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึง แต่รู้หรือไม่ว่าตัวยาไม่ได้ทำงานแบบที่หลายคนเข้าใจ เพราะบางคนกินยาเพื่อหวังผลข้างเคียงให้หลับสบายระหว่างทาง
ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับยาแก้เมารถ บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้รวบรวมข้อมูลความรู้และคำแนะนำอย่างถูกต้องมาแบ่งปันกัน ตั้งแต่วิธีกินยาที่ถูกวิธี ไปจนถึงยาสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกทริปเดินทางของคุณปลอดภัย สามารถสนุกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกอดถุงพลาสติกตลอดทาง
อาการเมารถ เกิดจากอะไร?

อาการเมารถ หรือ Motion Sickness เกิดจากการที่สมองได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างตาและหูชั้นใน ในขณะที่อยู่บนยานพาหนะ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณนั่งอยู่ในรถและมองหน้าจอโทรศัพท์ ตาบอกสมองว่าฉันอยู่นิ่ง แต่หูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวรับรู้ว่าฉันกำลังเคลื่อนที่
ซึ่งความขัดแย้งนี้ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียนถูกกระตุ้น จนเกิดอาการวิงเวียน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียนตามมา โดยปัจจัยที่กระตุ้นอาการเมารถได้ง่ายขึ้น มีดังนี้
- การอ่านหนังสือหรือดูโทรศัพท์ระหว่างเดินทาง
- การนั่งที่นั่งหันหลังให้ทิศทางการเคลื่อนที่
- กลิ่นในรถที่อบอ้าว
- ถนนคดเคี้ยวหรือทางภูเขา
- การอดนอนหรือร่างกายอ่อนเพลีย
ยาแก้เมารถ คืออะไร ออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาแก้อาการเมารถส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน จัดอยู่ในกลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamines) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งสัญญาณประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียนและการทรงตัว โดยเฉพาะการปิดกั้นตัวรับ H1 และ Muscarinic Receptor ที่ทำให้ระบบประสาทสับสนจากการเคลื่อนไหว
ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญเกี่ยวกับยาแก้เมารถ
ยาแก้เมารถไม่ได้ทำให้คุณหลับ แต่ทำหน้าที่ลดความไวของระบบประสาทต่อสัญญาณขัดแย้ง อาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นในบางคนเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ไม่ใช่กลไกการรักษาหลัก ดังนั้นการกินยาเมารถเพื่อหวังให้หลับในรถ อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป รวมถึงบางกรณีอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย
รู้จักกับ 3 ตัวยาหลักในกลุ่มยาแก้เมารถ

สำหรับการใช้ยาแก้เมารถ เพื่อบรรเทาอาการขณะเดินทาง จะมีกลุ่มตัวยาให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 ตัวยาสำคัญซึ่งตัวยาทั้งหมดนี้จะมีการออกฤทธิ์และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.Dimenhydrinate หรือยา Dramamine และยาแก้เมารถสีเหลือง
ยาแก้เมารถ Dramamine และยาสามัญในกลุ่มเดียวกันที่หลายคนรู้จักในชื่อ ยาแก้เมารถสีเหลือง มีตัวยาสำคัญคือ Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาแก้เมาแบบมีฤทธิ์ง่วงซึม (Sedating) โดยออกฤทธิ์ปิดกั้นทั้งตัวรับฮิสตามีนและตัวรับมัสคาริน ทำให้ลดสัญญาณสับสนในสมองได้ดี แต่ก็ยังมีโอกาสทำให้ง่วงซึมและปากแห้งได้สูง
ควรรับประทาน 30–60 นาทีก่อนออกเดินทาง โดยในผู้ใหญ่ทั่วไปให้รับประทาน 50–100 มิลลิกรัม และไม่ควรรับประทานเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน
คำแนะนำการใช้ยา: Dimenhydrinate ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือควบคุมเครื่องจักร เนื่องจากฤทธิ์ง่วงซึม และไม่แนะนำในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
2.Meclizine ยาแก้เมารถแบบไม่ง่วง
ยาแก้เมารถแบบง่วงเป็นยาแบบดั้งเดิมที่อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง จึงทำให้ Meclizine เป็นตัวเลือกยาแก้เมารถแบบไม่ง่วงที่ดีกว่าสำหรับกลุ่มนี้
ด้วยการออกฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้ดี
คำแนะนำการใช้ยา: ถึงแม้จะเป็นแบบที่ทำให้รู้สึกง่วงน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ง่วงเลย 100% ดังนั้นอาจยังต้องระวังอยู่ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนจะตอบสนองยาแตกต่างกันออกไป
3.Cinnarizine ยาแก้เมารถ Cephadol
ยาแก้เมารถ Cephadol มีตัวยาสำคัญคือ Cinnarizine ซึ่งออกฤทธิ์ต่างจากกลุ่มแรก โดย Cinnarizine เป็น Calcium Channel Blocker ที่ช่วยลดการกระตุ้นของหูชั้นใน
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความไวต่อการเคลื่อนไหวสูง หรือมีอาการวิงเวียนจากหูชั้นในเป็นพื้นอยู่แล้ว Cinnarizine มักทำให้ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงนี้ในบางคน โดยควรรับประทาน 25 มิลลิกรัม ก่อนออกเดินทาง 30 นาที และสามารถรับประทานซ้ำทุก 8 ชั่วโมงหากจำเป็น
คำแนะนำการใช้ยา: ควรทานยาตัวนี้หลังอาหารทันที รวมถึงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์
เปรียบเทียบยาแก้เมารถแต่ละชนิด เลือกตัวไหนให้เหมาะสม?
| รายการ | Dimenhydrinate | Cinnarizine | Meclizine |
|---|---|---|---|
| ระดับอาการง่วง | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
| ขนาดยาผู้ใหญ่ | 50–100 mg / ครั้ง | 25 mg / ครั้ง | 25–50 mg / ครั้ง |
| เวลาที่ควรกินก่อนเดินทาง | 30–60 นาที | 30 นาที | 30–60 นาที |
| ความถี่สูงสุด | ไม่เกิน 400 mg / วัน | ทุก 8 ชั่วโมง | วันละ 1 ครั้ง |
| เหมาะกับใคร | ผู้ใหญ่ที่ยอมรับอาการง่วงได้ | ผู้ที่ไวต่อการเคลื่อนไหว วิงเวียนจากหูชั้นใน | ผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง |
| ข้อควรระวัง | ห้ามขับรถ และไม่แนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี | ระวังในผู้สูงอายุ | ระวังในเด็กและผู้สูงอายุ |
วิธีกินยาแก้เมารถ ยังไงให้ได้ผลดีที่สุด

วิธีกินยาแก้เมารถ ที่ถูกต้อง จะมีผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก เพราะยาแก้เมาในกลุ่มนี้เป็นยากันไว้ก่อน ไม่ใช่ยาแก้หลังเกิดอาการ จึงต้องรับประทานก่อนเดินทางเสมอ โดยมีหลักการสำคัญในการกินยา ดังนี้
- รับประทานยาก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ก่อนที่อาการจะเกิด
- ไม่ควรรับประทานยาขณะที่อาการกำลังเกิดขึ้นแล้ว เพราะยาจะดูดซึมช้าลงและอาจไม่ได้ผลเต็มที่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับตัวยา เพราะจะเสริมฤทธิ์ง่วงซึม
- ไม่ควรรับประทานพร้อมยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท
- หากมีโรคประจำตัว เช่น ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
ยาเมารถเด็ก เลือกอย่างไรให้ถูกวัยและปลอดภัย?
ยาแก้เมารถของเด็ก แบ่งตามอายุ
ยาเมารถเด็กต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงอายุอย่างเคร่งครัด เพราะเด็กมีปฏิกิริยาต่อยาแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ และในบางกลุ่มอายุ ยาบางชนิดอาจเกิดผลตรงข้ามหรือผลข้างเคียงรุนแรงได้ ซึ่งแนวทางการเลือกยาตามช่วงอายุ มีดังนี้
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน เนื่องจากความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
- เด็กอายุ 2–6 ปี: ใช้ได้บางตัว แต่ต้องปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว ห้ามใช้ขนาดยาผู้ใหญ่เด็ดขาด
- เด็กอายุ 6–12 ปี: ใช้ Dimenhydrinate ได้ในขนาด 25–50 มิลลิกรัมต่อครั้ง ตามที่ฉลากยาระบุ
- เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป: ใช้ขนาดผู้ใหญ่ได้
ข้อควรระวังสำคัญสำหรับยาแก้เมารถของเด็ก
ในเด็กบางราย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ยาแอนตี้ฮิสตามีนอาจก่อให้เกิดผลตรงข้าม นั่นอาจทำให้เด็กตื่นเต้น กระสับกระส่าย หรือมีพฤติกรรมผิดปกติแทนที่จะง่วงหลับ ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาแก้เมารถให้เด็กทุกครั้ง
ผู้สูงอายุกับยาแก้เมารถ ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?
ผู้สูงอายุมีความไวต่อผลข้างเคียงของยาแอนตี้ฮิสตามีนสูงกว่าวัยอื่น เนื่องจากการทำงานของไตและตับลดลง ทำให้ยาถูกกำจัดออกจากร่างกายช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ความสับสน หกล้ม ปัสสาวะไม่ออก (โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต) และความดันโลหิตต่ำ
หากผู้สูงอายุที่ต้องใช้ยาแก้เมารถควรเริ่มจากขนาดยาต่ำที่สุดก่อน และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาอื่นร่วมด้วย
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการเมารถ เมาเรือ
สำหรับผู้ที่มีอาการเมารถหรืออาการวิงเวียนศีรษะที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทาง และต้องการปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับยาที่เหมาะสม สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่าน “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ซึ่งมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาแก้เมารถที่จำเป็นให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [ เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ยาแก้เมารถ
Q: ยาแก้เมารถมีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร?
A ยาแก้เมารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามผลข้างเคียงด้านความง่วง ได้แก่ กลุ่มที่มีฤทธิ์ง่วง (Sedating) เช่น Dimenhydrinate ที่พบในยา Dramamine และยาแก้เมารถสีเหลืองทั่วไป และกลุ่มที่มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่า เช่น Cinnarizine ในยาแก้เมารถ Cephadol
Q: วิธีกินยาแก้เมารถที่ถูกต้องคือทานก่อนขึ้นรถกี่นาที?
A: ควรรับประทานก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์ก่อนที่สมองจะเริ่มรับสัญญาณขัดแย้งจากการเคลื่อนไหว
Q: ยาแก้เมารถ Dramamine กับ Cephadol ต่างกันอย่างไร?
A: ยาแก้เมารถ Dramamine มีตัวยา Dimenhydrinate ซึ่งออกฤทธิ์ปิดกั้นทั้งตัวรับฮิสตามีนและมัสคาริน ทำให้มีโอกาสง่วงซึมและปากแห้งสูง ส่วน Cephadol มีตัวยา Cinnarizine ที่เป็น Calcium Channel Blocker ออกฤทธิ์ต่างกัน มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่าในหลายคน
Q: ยาแก้เมารถแบบไม่ง่วง มีจริงหรือเปล่า และใช้ได้ผลไหม?
A: ยาแก้เมารถแบบง่วงน้อยมีจริง โดย Meclizine เป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดี มีฤทธิ์ง่วงน้อยกว่า Dimenhydrinate อย่างชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องตื่นตัวระหว่างเดินทาง
Q: ยาแก้เมารถของเด็ก ใช้ตัวเดียวกับผู้ใหญ่ได้ไหม?
A: ไม่ควรใช้ขนาดเดียวกัน แม้ตัวยาบางชนิดจะใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ต้องปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัวและอายุเสมอ และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้เลย
Q: กินยาแก้เมารถแล้วยังมีอาการวิงเวียน อาเจียนอยู่ ทำอย่างไรดี?
A: หากกินยาแก้เมารถแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น กินยาหลังจากที่อาการเริ่มแล้ว หรือขนาดยาไม่เพียงพอ หรือตัวยาที่เลือกอาจไม่ตรงกับสรีรวิทยาของคุณ ในกรณีนี้ควรหยุดพัก นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย มองไปที่เส้นขอบฟ้าหรือวัตถุที่อยู่นิ่ง และหลีกเลี่ยงการอ่านหรือดูจอ
สรุป ยาแก้เมารถเลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
ยาแก้เมารถไม่ใช่ยาที่กินแล้วหายทุกคน เพราะแต่ละตัวมีกลไกและผลข้างเคียงต่างกัน ดังนั้น การเลือกให้ตรงกับสถานการณ์และสรีรวิทยาของตัวเองจึงสำคัญมาก
- หากต้องการประสิทธิภาพสูงและยอมรับอาการง่วงได้ – Dimenhydrinate (Dramamine, ยาสีเหลือง)
- หากต้องการง่วงน้อยกว่าแต่ยังป้องกันอาการได้ – Cinnarizine (Cephadol)
- หากเป็นยาเมารถของเด็กหรือผู้สูงอายุ – ปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอเรื่องการใช้ขนาดยา
- อย่าลืมกินยาก่อนออกเดินทาง 30–60 นาที – ไม่ใช่หลังจากอาการเกิดขึ้นแล้ว
ที่มา
Dimenhydrinate Tablets จาก Cleveland Clinic
ยาแก้เมารถ จาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

