หลายคนคงเคยพบเจอเมื่อตื่นมาส่องกระจกแล้วพบว่าตัวเองมีอาการ ตาแดง น้ำตาไหล หรือมีขี้ตาเกรอะกรังจนลืมตาแทบไม่ขึ้น บางรายอาจเริ่มจากการเป็น ตาแดงข้างเดียว แล้วลามไปอีกข้างอย่างรวดเร็ว อาการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความกังวล แต่ยังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกเพศทุกวัย
บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาคุณไปทำความเข้าใจปัญหาตาแดง น้ำตาไหลนี้ให้มากขึ้น พร้อมไขข้อข้องใจว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเป็นอันตรายต่อดวงตาคู่สำคัญของคุณ
โรค ตาแดง หรือ เยื่อบุตาอักเสบ คืออะไร?
โรคตาแดง (Conjunctivitis) เกิดจากการที่ “เยื่อบุตา” มีเกิดการอักเสบ ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว เยื่อบุตาจะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อใสบาง ๆ ที่เคลือบอยู่บนตาขาวและด้านในของเปลือกตา
ทำหน้าที่สร้างน้ำตามาหล่อลื่นและเป็นเกราะป้องกันสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อดวงตารับเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เยื่อบุตาก็จะเกิดการระคายเคืองและอักเสบทันที
4 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการ “ ตาแดง ” มีอะไรบ้าง?

อาการตาแดงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ ซึ่งการรู้สาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เราสามารถรับมือและรักษาได้อย่างตรงจุด
1. การติดเชื้อไวรัส(Viral Conjunctivitis)
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากเชื้อกลุ่ม Adenovirus ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคหวัด ดังนั้นเราจึงมักพบคนที่มีอาการตาแดงร่วมกับการเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก
ซึ่งการติดเชื้อไวรัสนี้มักจะเริ่มต้นจากการเป็นตาอักเสบที่ข้างใดข้างหนึ่งก่อน จากนั้นเชื้ออาจจะลามไปที่ตาอีกข้างได้ง่ายมากผ่านการขยี้ตา เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้รวดเร็วผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำตา หรือขี้ตาของผู้ติดเชื้อ
2. การติดเชื้อแบคทีเรีย(Bacterial Conjunctivitis)
มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Staphylococcus, Streptococcus หรือ Haemophilus อาการที่เกิดจากแบคทีเรียมักจะรุนแรงกว่าไวรัสเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเขียวขุ่นในปริมาณมาก
โดยเฉพาะตอนตื่นนอนตอนเช้าขี้ตาอาจจะเกรอะกรังจนทำให้ลืมตาได้ลำบาก สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสมือ การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า หรือปลอกหมอน
3. อาการภูมิแพ้ขึ้นตา(Allergic Conjunctivitis)
เกิดจากร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อากาศ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือเชื้อรา มักจะเกิดกับตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน
อาการเด่นของสาเหตุนี้คือจะมีอาการคันตาอย่างรุนแรง น้ำตาไหลใส ๆ และมักจะมีอาการภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล
4. การระคายเคืองจากสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอม
การสัมผัสกับสารเคมี เช่น คลอรีนในสระว่ายน้ำ ควันไฟ ฝุ่นละออง PM 2.5 หรือแม้แต่แชมพูสระผมเข้าตา ก็สามารถทำให้เยื่อบุตาอักเสบและเกิดอาการตาแดงได้
นอกจากนี้ การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาดหรือใส่นานเกินไปก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและติดเชื้อแทรกซ้อนได้เช่นกัน
เช็กด่วน! โรค ตาแดง อาการเป็นแบบไหน?
การสังเกตอาการด้วยตนเองในเบื้องต้นมีความสำคัญมาก เพื่อประเมินความรุนแรงและตัดสินใจว่าควรไปพบแพทย์ทันทีหรือไม่ โดยทั่วไป โรคตาอักเสบ ที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- ตาแดงและบวม: สังเกตเห็นเส้นเลือดฝอยในตาขาวแดงชัดเจน เปลือกตาอาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย
- มีขี้ตาผิดปกติ: ขี้ตาอาจมีลักษณะใสเหมือนน้ำตา (กรณีไวรัสหรือภูมิแพ้) หรือเป็นสีเหลืองเขียวข้นเหนียว (กรณีแบคทีเรีย)
- คันตาและระคายเคือง: รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือเม็ดทรายอยู่ในตา คันตามากโดยเฉพาะถ้าเกิดจากภูมิแพ้
- เจ็บตาตาแดง: บางรายอาจมีอาการปวดตุบ ๆ ปวดลึก ๆ ในกระบอกตา หรือรู้สึกเจ็บเวลาเคืองตา ซึ่งหากมีอาการนี้ร่วมด้วยอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ค่อนข้างรุนแรง หรือมีการอักเสบของส่วนอื่นในดวงตา
- สู้แสงไม่ได้: รู้สึกแสบตาเมื่อต้องมองแสงสว่างจ้า
ข้อควรระวังและจุดสังเกตอันตราย
หลายคนอาจมีภาวะ ตาแดงแต่ไม่เจ็บ ซึ่งมักเกิดจากภาวะเลือดออกใต้เยื่อบุตาจากการขยี้ตาแรง ๆ หรือไอจามแรง ๆ ซึ่งไม่อันตรายและสามารถหายได้เอง
แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีอาการ ตาอักเสบมองไม่ชัด รู้สึกพร่ามัวลง ปวดตา หรือมีอาการแพ้แสงขั้นรุนแรง ควรรีบไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่โรคเยื่อบุตาอักเสบธรรมดา แต่อาจเป็นโรคตาที่รุนแรงกว่า เช่น แผลที่กระจกตา หรือม่านตาอักเสบ
ตาแดง แต่ละประเภท สังเกตความต่างได้อย่างไร?

เพื่อให้ทุกคนสามารถประเมินอาการเบื้องต้นของตนเองได้อย่างง่ายดาย ตารางด้านล่างนี้จะช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างของสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตาอักเสบ
| สาเหตุ | ลักษณะของขี้ตา | อาการคันและอาการเจ็บ | โอกาสในการติดต่อ |
| ติดเชื้อไวรัส | ใส ๆ เป็นเมือกหรือเหมือนน้ำตา | เคืองตา คันเล็กน้อย | ติดต่อกันได้ ง่ายมาก ผ่านการสัมผัส |
| ติดเชื้อแบคทีเรีย | สีเหลืองหรือเขียวข้น ขุ่นเหนียว | เจ็บตา ตาอักเสบ ปวดตุบ ๆ ระคายเคืองมาก |
ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง |
| โรคภูมิแพ้ | ใส เป็นเมือกยืด ๆ | คันตามาก | ไม่ติดต่อ สู่ผู้อื่น |
| เส้นเลือดฝอยแตก | ไม่มีขี้ตาผิดปกติ | ตาแดงแต่ไม่เจ็บ ไม่มีอาการคัน |
ไม่ติดต่อ สู่ผู้อื่น |
Do & Don’t วิธีดูแลเบื้องต้นก่อนตาแดงอักเสบลุกลาม
เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการตาอักเสบ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรง ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และทำให้หายเร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ
Do (สิ่งที่ควรทำ)
- ประคบเย็นลดบวม: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น หรือเจลประคบเย็น (ที่รองด้วยผ้าอีกชั้น) ประคบลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิทประมาณ 10-15 นาที จะช่วยลดอาการบวม แดง และคันได้ดี
- ทำความสะอาดตาอย่างถูกวิธี: ใช้สำลีแผ่นชุบน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เช็ดทำความสะอาดขี้ตาเบา ๆ โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตา และเปลี่ยนสำลีแผ่นใหม่ทุกครั้งที่เช็ดซ้ำ
- ล้างมือบ่อย ๆ: ฟอกสบู่และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสบริเวณดวงตา
- พักสายตา: ลดการใช้จอมือถือ คอมพิวเตอร์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ดวงตาได้ฟื้นฟู
Don’t (สิ่งที่ไม่ควรทำ)
- งดขยี้ตาเด็ดขาด: การขยี้ตาจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบมากขึ้น กระจกตาอาจเป็นแผล และทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังตาอีกข้างหรือติดสู่ผู้อื่น
- งดใส่คอนแทคเลนส์: หยุดใส่คอนแทคเลนส์ทันทีจนกว่าอาการจะหายสนิท และควรเปลี่ยนตลับรวมถึงน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ใหม่ทั้งหมด
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น: เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน หรือเครื่องสำอางบริเวณดวงตา
วิธีการรักษาโดยการใช้ยา บรรเทาอาการ ตาแดง อย่างถูกวิธี

การรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค โดยทั่วไปมีแนวทางดังนี้
- ยาหยอดตาฆ่าเชื้อ (Antibiotic Eye Drops): ใช้ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะช่วยกำจัดเชื้อและทำให้ขี้ตาลดลง อาการมักดีขึ้นใน 2-3 วัน ข้อสำคัญคือต้องหยอดยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ยาแก้แพ้และยาลดการอักเสบ: ใช้ในกรณีที่เกิดจากภูมิแพ้ จะเป็นยาหยอดตาหรือยารับประทานเพื่อลดอาการคันและบวมแดง
- น้ำตาเทียม (Artificial Tears): สามารถใช้ได้ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นตาแดงจากไวรัส แบคทีเรีย หรือภูมิแพ้ น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันบูดจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรก สารก่อภูมิแพ้ เชื้อโรค และให้ความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองได้อย่างปลอดภัย
- การรักษาตามอาการ: หากเป็นตาแดงจากไวรัส มักไม่มีต้านไวรัสโดยตรง (ยกเว้นไวรัสบางชนิดเช่น เริม) แพทย์จะเน้นให้ยารักษาตามอาการ เช่น น้ำตาเทียม และปล่อยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อไปเอง
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบจักษุแพทย์?
ไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตอรอยด์มาใช้เองเด็ดขาด หากมีอาการดังต่อไปนี้
- มีอาการ ตาแดง มอง ไม่ ชัด การมองเห็นลดลง หรือเห็นภาพซ้อน
- ปวดตาอย่างรุนแรง หรือปวดกระบอกตาร้าวไปถึงศีรษะ
- สู้แสงไม่ได้เลย แสบตามากเมื่อเจอแสง
- ตาอักเสบไม่ดีขึ้นหลังจากการดูแลตัวเองหรือใช้ยาเบื้องต้นเกิน 2–3 วัน
- มีประวัติสัมผัสสารเคมีเข้าตา
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการผิดปกติทางตา
สำหรับผู้มีอาการผิดปกติทางตา เช่น ตาอักเสบ แดง ตาแห้ง ฯลฯ และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับอาการ ตาแดง
Q: โรคตาแดง กี่วันหาย?
A: ระยะเวลานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ผู้ป่วยพบ เช่น
- เกิดจากไวรัส: มักจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการหายสนิท
- เกิดจากแบคทีเรีย: หากได้รับการรักษาด้วยยาหยอดตาฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง อาการมักจะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-3 วัน และหายเป็นปกติใน 7-10 วัน
- เกิดจากภูมิแพ้: จะดีขึ้นเมื่อได้รับยาแก้แพ้และหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ได้สำเร็จ แต่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ตลอดหากเจอสารก่อภูมิแพ้อีก
Q: ความเชื่อที่ว่า “มองตากัน” แล้วจะติดโรคตาแดงเป็นความจริงไหม?
A: การจ้องตากัน ไม่ทำให้ติดโรคตาอักเสบ โรคนี้ไม่ใช่โรคที่ติดต่อทางสายตาหรือทางอากาศ แต่จะติดต่อผ่าน การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำตา ขี้ตา ของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อนั้นมาขยี้ตาตัวเอง ดังนั้น การล้างมือจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
Q: เป็นตาแดงแต่จำเป็นต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรทำอย่างไร?
A: ควรลดแสงหน้าจอให้สว่างน้อยลง ใช้กฎ 20-20-20 เช่น พักสายตาทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที และหมั่นหยดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ เพื่อลดความแห้งและระคายเคือง และที่สำคัญ หากตาอักเสบจากการติดเชื้อ ควรลาหยุดเพื่อพักผ่อนและป้องกันการแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงาน
สรุป
ปัญหา โรคตาแดง แม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่อาจดูไม่อันตรายร้ายแรง แต่ก็สร้างความรำคาญใจและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไม่น้อย สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดอาการคือการหมั่นสังเกตตนเอง หากมีเพียงอาการคัน เคืองตา มีขี้ตา หรือ ตาแดงแต่ไม่เจ็บ การดูแลเบื้องต้นด้วยการประคบเย็น รักษาความสะอาด และหมั่นล้างมือ ก็มักจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้
อย่างไรก็ตาม หากความผิดปกตินั้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดรุนแรง หรือมีสัญญาณเตือนอันตรายอย่าง ตาแดงมองไม่ชัด อย่าปล่อยปละละเลยหรือหาซื้อยามาหยอดเองเด็ดขาด ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส
ที่มา
Conjunctivitis จาก National Library of Medicine
Red Eye จาก Cleveland Clinic
โรคตาแดง ชนิดใดอันตรายมาก จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
โรคตาอักเสบ อาการ การติดต่อ และวิธีรักษาให้หายเร็ว จาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

