เช็กสาเหตุ! ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ พร้อมวิธีแก้ปวดบิดเบื้องต้น

เช็กสาเหตุ! ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ พร้อมวิธีแก้ปวดบิดเบื้องต้น

อาการปวดท้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ลักษณะการปวดที่ชวนให้ทรมานที่สุดอย่างหนึ่งคือ อาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ซึ่งมักจะรู้สึกเหมือนลำไส้ถูกบิด หรือมีอาการปวดท้องจี๊ด ๆ จนสร้างความรำคาญใจและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา  

ด้วยความห่วงใยจากร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้จึงอยากจะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าอาการเหล่านี้เกิดจากอะไร เสี่ยงโรคไหนบ้าง และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรให้ดีขึ้น มาฝากกัน 

 

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ คืออะไร? 

อาการ ปวดท้องเกร็ง เป็นพัก ๆ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Colicky Pain คือ ความรู้สึกปวดที่เกิดจากการบีบตัวอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อเรียบในระบบทางเดินอาหาร  

โดยปกติแล้วลำไส้จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารและของเสีย แต่เมื่อเกิดความผิดปกติ กล้ามเนื้อเหล่านี้จะหดตัวแรงและถี่ขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกว่ามีอาการลำไส้บิดข้างในท้อง และมักจะปวดรุนแรงขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ แล้วทุเลาลง ก่อนจะกลับมาปวดใหม่อีกครั้ง 

 

สาเหตุของอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เกิดจากอะไร? 

 

สาเหตุอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เกิดจากอะไร?

 

สำหรับอาการปวดในลักษณะนี้มักไม่ได้มีต้นตอมาจากสาเหตุเดียว แต่มีปัจจัยกระตุ้นที่หลากหลาย ซึ่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ดังี้ 

1. ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือภาวะ “อาหารไม่ย่อย” ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป หรือทานอาหารที่ย่อยยาก ส่งผลให้ลำไส้ต้องทำงานหนักจนเกิดแก๊สสะสมในทางเดินอาหารปริมาณมาก แรงดันจากแก๊สเหล่านี้เองที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการ ปวดท้องเกร็งเป็นพัก ๆ อย่างต่อเนื่อ 

2. อาหารเป็นพิษหรือลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

หากคุณมีอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ท้องเสีย ร่วมด้วย สันนิษฐานได้ว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ปนเปื้อนมากับอาหารที่ไม่สะอาด ในภาวะนี้ลำไส้จะพยายามเร่งบีบตัวอย่างรวดเร็วเพื่อขับของเสียและเชื้อโรคออกจากร่างกาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกปวดมวนและปวดบิดอย่างรุนแรง 

3. ภาวะลำไส้บีบตัวผิดจังหวะ

ในบางกรณี อาการมวนท้อง อาจเกิดจากการที่ระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการทำงานของลำไส้มีความไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป (Hypersensitivity) ส่งผลให้ลำไส้เกิดการบีบตัวที่รุนแรงและผิดจังหวะแม้ในขณะที่ไม่มีอาหารอยู่จริง ภาวะนี้จึงมักทำให้เกิดความรู้สึกทรมานในลักษณะ ปวดท้องแต่ถ่ายไม่ออก นั่นเอง 

 

ลักษณะอาการ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ อาหารเป็นพิษ ลำไส้บีบตัวผิดจังหวะ
ความรู้สึก ปวดท้องเกร็ง เป็นพักๆ ร่วมกับความรู้สึกแน่นท้อง ปวดบิดรุนแรงเหมือนลำไส้ถูกบิด และบีบตัวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ปวดท้อง จี๊ดๆ หรือปวดมวนแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ
สาเหตุ ทานอาหารมื้อใหญ่ ทานเร็ว หรืออาหารที่ย่อยยาก เชื้อโรค แบคทีเรีย หรือไวรัสที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ความเครียดสะสม หรือระบบประสาทที่ลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า
ตำแหน่ง เจ็บท้องตรงกลาง หรือท้องส่วนบน ปวดรอบสะดือ หรือปวดมวนทั่วท้อง มักปวดท้องน้อยด้านซ้าย หรือทั่วทั้งท้อง

ตารางเปรียบเทียบอาการปวดท้องบิดเกร็งจาก 3 สาเหตุหลัก 

 

ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง? 

การสังเกตตำแหน่งและลักษณะอาการปวดที่เกิดขึ้นร่วมกัน จะช่วยให้เราจำแนกความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้ 

  • ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS): โรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน มักมีอาการ ปวดท้องบิดเวลาถ่าย หรือปวดท้องเรื้อรังติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน โดยลักษณะเด่นคืออาการปวดมักจะทุเลาลงหรือดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากการขับถ่ายเรียบร้อยแล้ว 
  • โรคกระเพาะอาหาร: หากคุณรู้สึก เจ็บท้องตรงกลาง โดยเฉพาะบริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดบิดเกร็งในขณะที่หิวจัดหรืออิ่มจัด อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือการมีแผลในกระเพาะอาหาร 
  • นิ่วในถุงน้ำดี: สังเกตได้จากอาการปวดบิดเกร็งอย่างรุนแรงบริเวณชายโครงขวาหรือท้องส่วนบน ตำแหน่งนี้มักเป็นการปวดที่ทรมานและอาจมีอาการปวดร้าวลามไปถึงบริเวณหลังหรือสะบักขวาร่วมด้วย 
  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง: เมื่อมีอุจจาระตกค้างในลำไส้เป็นจำนวนมากและมีความแข็ง ลำไส้จึงจำเป็นต้องออกแรงบีบตัวรุนแรงกว่าปกติเพื่อขับเคลื่อนของเสีย ส่งผลให้คุณรู้สึก ปวดท้องเหมือนจะถ่าย แต่ไม่ถ่าย หรือมีอาการอึดอัดแน่นท้องตลอดเวลาจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน 

 

พฤติกรรมที่ควรเลี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดท้องบิดเกร็ง

หากไม่อยากเผชิญกับอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ จนเสียงานเสียการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังต่อไปนี้ 

  1. การรับประทานอาหารเร็วเกินไป: การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดส่งผลให้ระบบย่อยอาหารต้องรับภาระหนัก กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดออกมามากขึ้น และลำไส้ต้องออกแรงบีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารที่ยังเป็นก้อนใหญ่ 
  2. การทานอาหารรสจัดและอาหารไขมันสูง: อาหารที่เผ็ดร้อน จัดจ้าน หรือมีความมันจัดเกินไป จะเข้าไประคายเคืองผนังลำไส้โดยตรง กระตุ้นให้เกิดการบิดตัวจนปวดมวนท้องได้ง่าย 
  3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน: ทั้งเหล้า เบียร์ รวมไปถึงกาแฟและน้ำอัดลม มีฤทธิ์กระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ และยังเพิ่มปริมาณแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้ท้องอืดและปวดบิดตามมา 
  4. สภาวะความเครียดสะสม: เนื่องจากสมองและลำไส้ทำงานสัมพันธ์กันผ่านระบบประสาท (Gut-Brain Axis) เมื่อเราเครียด ร่างกายจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการเกร็งตัว จนกลายเป็นอาการ ปวดท้องจี๊ด ๆ ที่สร้างความรำคาญใจให้เราอยู่บ่อยครั้ง 

 

การใช้ยารักษาอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ 

 

ภาพการใช้ยารักษาอาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ

 

สำหรับการปวดที่มีต้นเหตุจากการบีบตัวผิดปกติของลำไส้ การทานยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านอย่างพาราเซตามอลอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดนัก เนื่องจากพาราเซตามอลไม่ได้มีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อโดยตรง  

ดังนั้นการเลือกใช้ ยาแก้ปวดเกร็ง (Antispasmodics) จึงมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะตัวยาจะเข้าไปออกฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบในระบบทางเดินอาหารที่เป็นต้นเหตุของความรู้สึกบิดเกร็ง ช่วยปรับจังหวะการบีบตัวของลำไส้ให้กลับมาเป็นปกติ และบรรเทาอาการปวดได้ 

คำแนะนำในการใช้ยาที่ถูกวิธีและปลอดภัย 

  • ควรทานยาตั้งแต่เริ่มมีอาการ: หากเริ่มรู้สึกว่ามีอาการปวดบิดเป็นระยะ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนปวดรุนแรงถึงขั้นตัวงอแล้วค่อยทานยา เพราะการเริ่มยาได้เร็วจะช่วยระงับวงจรการเกร็งของกล้ามเนื้อได้มีประสิทธิภาพกว่า 
  • ตรวจสอบข้อควรระวังและข้อห้ามใช้: เนื่องจากยาแก้ปวดเกร็งบางประเภทอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคต้อหิน หรือมีภาวะต่อมลูกหมากโต ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ยาเสมอ 
  • สังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น: ยาในกลุ่มนี้บางชนิดอาจส่งผลให้มีอาการปากแห้ง คอแห้ง หรือตาพร่ามัวชั่วคราวได้ ซึ่งมักเป็นอาการข้างเคียงปกติของตัวยา อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่รุนแรง ควรหยุดใช้ยาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที 

 

สัญญาณอันตราย! ปวดท้องบิดเกร็งแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

แม้ส่วนใหญ่อาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ จะไม่อันตรายร้ายแรง แต่หากคุณมีอาการปวดร่วมกับ “สัญญาณเตือน” ดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน 

  1. ปวดรุนแรงเฉียบพลัน: ปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ทุเลาลงเลยภายใน 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง 
  2. หน้าท้องผิดปกติ: ท้องแข็งตึง กดเจ็บรุนแรง หรือปวดจนตัวงอจนไม่สามารถลุกเดินได้ มีไข้และอ่อนเพลีย: ไข้สูงเกิน 38.5°C ร่วมกับอาการหนาวสั่น หรือเพลียจัด 
  3. ความผิดปกติของระบบขับถ่าย: อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด (หรือถ่ายดำคล้ายยางมะตอย) รวมถึงอาการท้องอืดรุนแรงที่ไม่ผายลมและไม่ถ่ายอุจจาระเลย 
  4. สัญญาณภาวะช็อก: เวียนหัว หน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม 
  5. อาการปวดร้าว: ปวดท้องร่วมกับอาการปวดร้าวไปที่หน้าอก ไหล่ หรือหลังอย่างรุนแรง 
  6. ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง: มีอาการดีซ่านร่วมกับอาการปวดบิดบริเวณชายโครงขวา 
  7. กลุ่มเสี่ยงพิเศษ: มีอาการปวดท้องรุนแรงในขณะตั้งครรภ์ หรือพบในผู้สูงอายุที่มีอาการซึมลงหรือสับสน 

ข้อควรระวัง: หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองเพื่อกลบอาการ เพราะอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดและรักษาไม่ทันการณ์ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจเช็กอย่างละเอียดทันที 

 

5 วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดท้องบิดเกร็ง

 

ภาพผู้หญิงใส่เสื้อสีขาวกำลังดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดท้องบิดเกร็ง

 

นอกจากการเลือกใช้ยาที่ตรงจุดแล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น และช่วยลดโอกาสที่กล้ามเนื้อจะกลับมาเกร็งซ้ำ โดยคุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ 

1. การประคบอุ่นบริเวณหน้าท้อง

ความร้อนเป็นตัวช่วยชั้นดีในการขยายหลอดเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นแปะความร้อนวางบริเวณหน้าท้องประมาณ 15-20 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบที่กำลังบิดเกร็งเกิดความผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของผนังหน้าท้อง และบรรเทาความเจ็บปวดให้ทุเลาลงได้อย่างมีนัยสำคัญ 

2. จิบน้ำอุ่นหรือน้ำขิงร้อน

เมื่อมี อาการมวนท้อง การจิบน้ำอุ่นจะช่วยปรับสมดุลอุณหภูมิภายในทางเดินอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ “น้ำขิง” ที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อนตามธรรมชาติ จะช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด และช่วยให้การบีบตัวของลำไส้เป็นจังหวะมากขึ้น จึงช่วยลดความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบิดในท้องได้ดี 

3. ปรับท่านอนเพื่อลดแรงดัน

ท่าทางในการนอนส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่าที่คิด การนอนตะแคงซ้ายเป็นท่าที่แนะนำมากที่สุด เนื่องจากลักษณะทางกายวิภาคของกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ท่านี้จะช่วยลดแรงดันที่กดทับทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้คล่องตัวขึ้น และป้องกันไม่ให้กรดหรือแก๊สไหลย้อนกลับขึ้นมาสร้างความระคายเคือง 

4. ลองเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ  

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อปวดท้องควรนอนนิ่ง ๆ แต่ความจริงแล้วการเดินช้า ๆ หรือการยืดเหยียดร่างกายเบา ๆ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวแบบเป็นธรรมชาติ (Peristalsis) ซึ่งจะช่วยระบายแก๊สที่สะสมอยู่ในช่องท้องอันเป็นต้นเหตุของอาการปวดบิดออกมาได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้คุณรู้สึกเบาสบายตัวมากขึ้นด้วย 

5. ฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 

เมื่อเราปวดท้อง ร่างกายมักจะเกร็งหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ ให้ท้องป่อง และหายใจออกช้า ๆ จะช่วยส่งสัญญาณให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยลดความวิตกกังวลจากอาการปวดได้อีกทางหนึ่ง 

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก

สำหรับผู้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก มีอาการโรคบิด รวมไปถึงปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ฯลฯ และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee 

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย! 

 

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ 

Q: ปวดท้องเหมือนจะถ่าย แต่ไม่ถ่ายเกิดจากอะไร?  

A: มักเกิดจากภาวะลำไส้บีบตัวผิดจังหวะ หรือมีแก๊สในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายมากเกินไป ทำให้ร่างกายเข้าใจผิดว่ามีอุจจาระต้องขับออกตลอดเวลา 

Q: เจ็บท้องตรงกลางเหนือสะดือ บ่งบอกถึงอะไร?  

A: ส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย หรือตับอ่อนอักเสบ หากปวดบิดรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด 

Q: ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ท้องเสีย พร้อมกันอันตรายไหม?  

A: หากเกิดจากอาหารเป็นพิษทั่วไปมักหายได้เองใน 1-2 วัน แต่หากมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือขาดน้ำรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาล 

 

สรุป 

อาการ ปวดท้องบิดเกร็งเป็นพัก ๆ แม้ส่วนใหญ่จะเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรงอย่างอาหารไม่ย่อยหรือลำไส้แปรปรวน แต่ความทรมานที่เกิดขึ้นก็ไม่ควรถูกละเลย ดังนั้น การเข้าใจสาเหตุและรู้จักเลือกใช้ยาที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วขึ้น   

อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดไม่ทุเลาลงหรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย การปรึกษาเภสัชกรใกล้คุณ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกต้องแม่นยำ 

 

ที่มา 

Stomach Pain จาก Emergency Physicians 

Irritable Bowel Syndrome จาก NIH 

อาหารเป็นพิษ จาก โรงพยาบาลราชวิถี 

ปวดท้องบิดเกร็ง เป็นพักๆ ท้องเสีย จาก โรงพยาบาลรามาธิบดี 

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก