เวลาที่น้ำมูกไหลไม่หยุด จนต้องรีบหยิบ “ยาลดน้ำมูก” หรือ “ยาแก้แพ้ มารับประทาน หลายคนอาจคิดว่าเป็นทางออกง่าย ๆ ที่จะช่วยให้อาการของเราดีขึ้นได้ทันที แต่รู้ไหมว่า การเลือกยาผิดประเภทอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม จนเสี่ยงพัฒนาเป็นไซนัสอักเสบได้โดยไม่รู้ตัว
บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนไปดูกันว่า สีของน้ำมูกพอจะบอกอะไรเราได้บ้างถึงอาการที่เป็น ยาลดน้ำมูกแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร กินตัวไหนถึงจะตรงอาการ และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนซื้อยาเองมาฝากกัน
อ่านสีน้ำมูก ก่อนเลือก ยาลดน้ำมูก ให้ตรงโรค
ของน้ำมูกเป็นเบาะแสสำคัญที่บอกได้ว่า ร่างกายกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำมูกใสออกมา เพื่อหล่อลื่นระบบทางเดินหายใจ
แต่เมื่อมีการอักเสบหรือติดเชื้อ สีกับลักษณะของน้ำมูกจะเปลี่ยนแปลงตามชนิด และระยะของโรค ดังตารางต่อไปนี้
| สีน้ำมูก | สัญญาณที่ส่งมา | สาเหตุที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ใส เหมือนน้ำ | ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น | ภูมิแพ้ หวัดระยะแรก อากาศเปลี่ยน |
| ขาวขุ่น หนืดขึ้น |
เริ่มมีการอักเสบหรือติดเชื้อไวรัส | หวัดระยะกลาง กรดไหลย้อน |
| เหลือง | ร่างกายสู้กับเชื้อ เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น | ติดเชื้อไวรัสหรือ แบคทีเรียระยะเริ่มต้น |
| เขียวเข้ม | การติดเชื้อรุนแรงขึ้น | ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ จากแบคทีเรีย |
| มีเลือดปน | เยื่อบุโพรงจมูกระคายเคือง | สั่งน้ำมูกแรง อากาศแห้ง หรือภาวะที่ต้องพบแพทย์ |
ข้อควรระวัง: น้ำมูกเขียว ไม่ได้หมายความว่าต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป เพราะสาเหตุอาจเป็นเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสม ดีกว่าหาซื้อยามากินเอง
น้ำมูกใส บอกอะไร? เมื่อไหร่ถึงควรกินยา
สาเหตุที่พบบ่อยของน้ำมูกใสไหลต่อเนื่อง ได้แก่ ภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส และริดสีดวงจมูก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากอาหาร ยาบางชนิด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้ด้วย
โดยน้ำมูกใส ๆ ที่ไหลพร้อมกับอาการจาม คันจมูก คันตา แบบที่ไม่มีไข้ มักเป็นสัญญาณของภูมิแพ้ ซึ่งแตกต่างจากหวัดที่เชื้อไวรัสเป็นต้นเหตุ ยิ่งถ้าเกิดขึ้นร่วมกับอาการคัดจมูก คันจมูก และการจามติดกันเป็นชุด ๆ แบบนี้ สันนิษฐานได้เลยว่า เป็นอาการเด่นของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
ในขณะที่น้ำมูกใสจากการติดเชื้อไวรัสอย่างหวัดธรรมดา อาจกินเวลานาน 10-14 วัน ซึ่งสั้นกว่าแต่อาการอาจมาพร้อมกับไข้ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย ทำให้แยกแยะได้ไม่ยากหากสังเกตอาการให้ดี
น้ำมูกเขียว บอกอะไร อันตรายกว่าน้ำมูกใสหรือไม่?
น้ำมูกหรือเสมหะสีเขียวที่เราพบเจอ เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ โดยสีที่เปลี่ยนไปนั้น เกิดขึ้นจากเม็ดเลือดขาวที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อ ซึ่งเริ่มจากสีเหลืองก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียวตามความรุนแรง และระยะเวลาของการเจ็บป่วย
สาเหตุที่ทำให้น้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ได้แก่ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม ทั้งนี้ไซนัสอักเสบมักเกิดขึ้นหลังเป็นหวัด โดยจะมีน้ำมูกกลายเป็นสีเขียวเหลือง ปวดคัดจมูกข้างเดียว และอาการที่ไม่ดีขึ้นภายใน 10-14 วัน
รู้จักยาลดน้ำมูกแต่ละกลุ่ม เลือกยังไงให้ถูกต้อง

การเลือกยาลดน้ำมูกต้องรู้ก่อนว่า อาการของตัวเองมาจากอะไร เพราะยาแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์ต่างกัน ซึ่งเบื้องต้นเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทย่อย คือ ยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด และยาละลายเสมหะ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันดังนี้
กลุ่มที่ 1 ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก (Antihistamine)
เหมาะสำหรับอาการน้ำมูกใสจากภูมิแพ้ เช่น แพ้ฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร โดยออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮีสตามีนที่กระตุ้นให้เกิดอาการคัน จาม และน้ำมูกใสไหล โดยยากลุ่มนี้สามารแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่
- รุ่นเก่า (ทำให้ง่วง): เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ออกฤทธิ์เร็ว ช่วย ลด น้ำมูก และอาการแพ้ได้ดี แต่ทำให้ง่วงนอนซึม ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องขับรถหรือใช้เครื่องจักร
- รุ่นใหม่ (ไม่ง่วงหรือง่วงน้อย): เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เซทีริซีน (Cetirizine) เป็นตัวเลือกของยาลดน้ำมูกไม่ง่วง ที่เหมาะกับคนทำงานหรือนักเรียนที่ต้องใช้สมาธิตลอดวัน
กลุ่มที่ 2 ยาแก้หวัดลดน้ำมูก (Decongestant)
เหมาะสำหรับอาการคัดจมูกและน้ำมูกจากหวัดติดเชื้อ ออกฤทธิ์หดหลอดเลือดในจมูกให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้หายใจโล่งขึ้น ยาตัวนี้มักผสมอยู่ในยาแก้หวัดลดน้ำมูกหลายตำรับ เช่น ยาที่มีซูโดเอฟีดรีน (Pseudoephedrine) หรือฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) เป็นส่วนผสม
คำเตือน: ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกิน 3-5 วัน และหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต หรือต้อหิน
กลุ่มที่ 3 ยาละลายเสมหะ (Expectorant/Mucolytic)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกเหนียวข้น หรือเสมหะที่ขับออกลำบาก ยาละลายเสมหะ เช่น กัวไอเฟเนซิน (Guaifenesin) ช่วยให้น้ำมูกบางลงและไหลออกได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่น้ำมูกเหนียวข้นจากหวัดหรือไซนัส ยาลดน้ำมูกละลายเสมหะในรูปแบบนี้ จะช่วยให้ระบายน้ำมูกออกได้ดีขึ้นโดยไม่ทำให้จมูกแห้งเกินไป
ยาลดน้ำมูกที่คุ้นหน้าในร้านยา สีเหลือง สีม่วง ต่างกันยังไง?
ยาลดน้ำมูกที่เราพบเห็นได้บ่อยตามร้านขายยาทั่วไปนั้น สิ่งที่หลายคนสังเกตเห็นได้ชัดเจน คือสีของเม็ดยา ซึ่งในบางกรณีสีที่แตกต่างกัน สามารถช่วยแยกสูตรได้คร่าว ๆ โดยเฉพาะยาเม็ดสีเหลืองและยาเม็ดสีม่วง ที่มีโอกาสเจอบ่อย
ยาลดน้ำมูก เม็ดสีเหลือง

หลายยี่ห้อที่พบในร้านขายยาในไทย มักอยู่ในรูปแบบที่ใช้ตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ช่วยบรรเทาอาการแพ้อากาศ จาม คันตา คันจมูก และลดน้ำมูกใสในโรคหวัดหรือภูมิแพ้ แต่มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้ง่วงซึมได้เมื่อกินยานี้เข้าไป
ยาลดน้ำมูก สีม่วง

กรณีของตัวยาลดน้ำมูก สีม่วง นั้นไม่ใช่ตัวยาสีสากล แต่ส่วนมากที่พบจะเป็นยาผสมหลายชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูก และยาลดไข้แก้ปวด สามารถบรรเทาอาการหลายอย่างได้พร้อมกัน ดังนั้นก่อนใช้ยาตัวนี้ ต้องอ่านฉลากยาให้ชัดเจน หรือรับคำแนะนำจากเภสัชกรโดยตรงเกี่ยวกับอาการของเราก่อน ว่าสามารถใช้ยานี้ได้หรือไม่
ยาลดน้ำมูกสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ต่างกันอย่างไร?
ทำความเข้าใจกันเพิ่มเติมว่าในความเป็นจริงแล้ว ยาลดน้ำมูกไม่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กได้ เนื่องด้วยปริมาณของตัวยาที่แตกต่างกัน หรือประเภทยาที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนหรือปรึกษาเภสัชกรทุกครั้งก่อนหาซื้อยา
ยาลดน้ำมูกเด็ก
สำหรับเด็กเล็กยาลดน้ำมูกเด็ก มักมีในรูปแบบน้ำเชื่อมหรือน้ำยา ซึ่งง่ายต่อการให้ยาและสามารถปรับขนาดตามน้ำหนักตัวได้ ข้อควรระวังสำคัญ มีดังนี้
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ห้ามใช้ยาแก้คัดจมูกกลุ่มดีคองเจสแตนท์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
- เด็กอายุ 2-6 ปี: ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกยา ไม่ควรใช้ยาของผู้ใหญ่มาหักแบ่งให้เด็ก
- เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป: ยาบางตำรับสามารถใช้ได้ตามฉลาก แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ
ยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูกผู้ใหญ่
ส่วนยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูกผู้ใหญ่ มีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งแบบยาเม็ด ยาแคปซูล และยาพ่นจมูก ผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต แต่ควรแจ้งเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะยากลุ่มดีคองเจสแตนท์อาจกระตุ้นความดันโลหิตได้
ใช้ยาผิดแบบนี้ เสี่ยงเป็นไซนัสได้จริงไหม

หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อย คือการใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า ที่ทำให้จมูกแห้งมากในช่วงที่เป็นหวัดติดเชื้อ ซึ่งไซนัสอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียจะมีอาการรุนแรงขึ้น จนน้ำมูกกลายเป็นสีเขียวเหลือง ปวดคัดจมูก และอาการไม่หายใน 10-14 วัน ซึ่งแตกต่างจากหวัดธรรมดาที่ควรดีขึ้นหลัง 3-5 วัน โดยมีพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้ไซนัสอักเสบลุกลามดังนี้
- กินยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้จมูกแห้งมากในช่วงที่น้ำมูกเหนียวข้นอยู่แล้ว
- สั่งน้ำมูกแรงเกินไปบ่อยๆ จนเยื่อบุจมูกระคายเคือง
- ใช้ยาพ่นจมูกดีคองเจสแตนท์นานเกิน 3-5 วัน จนเกิดอาการคัดจมูกสะท้อนกลับ (Rebound Congestion)
- ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้เสมหะข้นและระบายออกได้ยาก
5 วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีน้ำมูกไหล

นอกจากการเลือกยาให้ตรงกับอาการแล้ว ยังมีวิธีดูแลเบื้องต้นที่ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรคออกจากโพรงจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นและลดอาการคัดตัน โดยสามารถหาซื้อน้ำเกลือล้างจมูกสำเร็จรูปได้ตามร้านขายยาทั่วไป
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยให้เสมหะและน้ำมูกบางลง ทำให้ไหลออกได้ง่ายขึ้น ลดการสะสมในโพรงไซนัส โดยเฉพาะในช่วงที่มีไข้หรือเสียน้ำจากอาการเจ็บป่วย การดื่มน้ำเพียงพอยังช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ที่อาจทำให้น้ำมูกข้นและระบายออกได้ยากขึ้นอีกด้วย
- ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น: ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งช่วยให้น้ำมูกบางลงและสามารถขับออกได้ง่ายขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องที่เปิดแอร์ตลอดวัน เพราะอากาศที่แห้งมากเกินไปอาจทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคืองและผลิตน้ำมูกมากขึ้นกว่าเดิม
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น สารเคมี และสารก่อภูมิแพ้ที่รู้ว่าตัวเองแพ้ สำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกจากภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เป็นเหล่านี้ เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในระยะยาว ควบคู่กับการรับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
- พักผ่อนและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่: ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรค โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นหวัดหรือมีอาการภูมิแพ้กำเริบ ร่างกายต้องการพลังงานสำรองเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง การนอนหลับให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
6 สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่แค่ซื้อยากินเอง
มีน้ำมูกไหลแบบไหนที่ไม่ควรดูแลเองที่บ้าน และควรไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยตรวจดูอาการเพิ่มเติม เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
- น้ำมูกไหลต่อเนื่องนานกว่า 10 วัน โดยไม่มีท่าทีดีขึ้น
- มีไข้สูงร่วมกับอาการคัดจมูกและน้ำมูกเขียวเหนียว
- ปวดหน้าหนัก ๆ โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือรอบดวงตา
- น้ำมูกมีเลือดปน โดยเฉพาะหลังได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
- สูญเสียการรับกลิ่นอย่างกะทันหันหรือมีอาการทางสายตาร่วมด้วย
- เด็กเล็กที่มีอาการหนักมาก หายใจลำบาก หรือปฏิเสธอาหาร
ปรึกษาเภสัชกรก่อน สิทธิบัตรทองช่วยได้ เมื่อมีน้ำมูกไหลไม่รุนแรง
สำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือสงสัยว่าควรเลือก ยาลดน้ำมูก แก้แพ้ ประเภทไหน สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงผ่านโครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ภายใต้สิทธิบัตรทองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โครงการนี้ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ซึ่งรวมถึงอาการหวัดและน้ำมูกไหลที่ไม่รุนแรง โดยมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาที่จำเป็นให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยทุกคนสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] ซึ่งร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส เราเป็นหนึ่งในร้านยาที่เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง
ทั้งนี้ หากต้องการปรึกษาอาการเจ็บป่วย เพื่อให้เภสัชกรประเมินสุขภาพก่อนการรับยา ก็สามารถใช้บริการ Telepharmacy ได้เลย ผ่านฟีเจอร์ ALL PharmaSee ปรึกษาเภสัชจัดส่งยา บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven
ใช้บริการ Telepharmacy คลิกเลย!
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ ยาลดน้ำมูก
Q: น้ำมูกใสกับน้ำมูกเขียวเลือกยาต่างกันไหม?
A: ต่างกัน น้ำมูกใสที่มาพร้อมจาม คันจมูก โดยไม่มีไข้ มักบ่งบอกถึงภูมิแพ้ ควรใช้ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก (Antihistamine) ส่วนน้ำมูกเขียวเหนียวที่ไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน อาจเป็นสัญญาณของไซนัสอักเสบที่ต้องพบแพทย์ เพื่อรับยารักษาตามอาการที่ถูกต้อง
Q: ยาลดน้ำมูกไม่ง่วง มีตัวไหนบ้าง?
A: ยาแก้แพ้รุ่นใหม่อย่างลอราทาดีน (Loratadine) และเซทีริซีน (Cetirizine) เป็นยาลดน้ำมูกไม่ง่วง ที่หาซื้อได้ทั่วไปในร้านขายยา เหมาะกับคนที่ต้องทำงานหรือขับรถ
Q: ยาลดน้ำมูกเด็ก กับ ผู้ใหญ่ ใช้ตัวเดียวกันได้ไหม?
A: ไม่ควรใช้ยาผู้ใหญ่ให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ ควรปรึกษาเภสัชกร เพื่อเลือกยาลดน้ำมูกเด็กที่เหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัว
Q: ยาลดน้ำมูก กินกี่วันถึงจะหาย?
A: หากอาการมาจากภูมิแพ้ ยาช่วยบรรเทาได้แต่อาจต้องกินต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หากเป็นหวัดธรรมดาจากไวรัส อาการมักดีขึ้นเองใน 7-10 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน ควรพบแพทย์
สรุป
น้ำมูกสีต่างกัน บ่งบอกโรคต่างกัน และต้องการยาต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก่อนซื้อยาลดน้ำมูกมากินเอง โดยสรุปแล้วน้ำมูกใสจากภูมิแพ้ เหมาะกับยาแก้แพ้
ส่วนน้ำมูกเหนียวข้นจากหวัด เหมาะกับยาที่ช่วยระบายและละลายเสมหะ และน้ำมูกเขียวเหนียวที่ไม่หายใน 10 วันควรพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือหากรู้สึกกังวลใจ ไม่แน่ใจในอาการของตัวเอง ปรึกษาเภสัชกรก่อนได้เสมอ
ที่มา
จมูกอักเสบเป็นไซนัส หรือ ภูมิแพ้กันแน่ จาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การใช้ยาแก้แพ้ให้ถูกวิธี สำหรับคนเป็นจมูกอักเสบภูมิแพ้ จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ยาแก้แพ้ จาก คอลัมภ์ยาน่ารู้ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
น้ำมูกเขียว (ไซนัสอักเสบ) เมื่อไรต้องให้ยาปฏิชีวนะ ? จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
What Can Cause a Constant, Clear-Fluid Runny Nose? จาก Healthline
What Does the Color of My Phlegm Mean? จาก Healthline
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

