น้ำมูกใส vs น้ำมูกเขียว เลือกยาลดน้ำมูกแบบไหนไม่ให้กลายเป็นไซนัส

น้ำมูกใส vs น้ำมูกเขียว เลือกยาลดน้ำมูกแบบไหนไม่ให้กลายเป็นไซนัส

เวลาที่น้ำมูกไหลไม่หยุด จนต้องรีบหยิบ “ยาลดน้ำมูก” หรือ “ยาแก้แพ้ มารับประทาน หลายคนอาจคิดว่าเป็นทางออกง่าย ๆ ที่จะช่วยให้อาการของเราดีขึ้นได้ทันที แต่รู้ไหมว่า การเลือกยาผิดประเภทอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม จนเสี่ยงพัฒนาเป็นไซนัสอักเสบได้โดยไม่รู้ตัว 

บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนไปดูกันว่า สีของน้ำมูกพอจะบอกอะไรเราได้บ้างถึงอาการที่เป็น ยาลดน้ำมูกแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร กินตัวไหนถึงจะตรงอาการ และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนซื้อยาเองมาฝากกัน 

 

อ่านสีน้ำมูก ก่อนเลือก ยาลดน้ำมูก ให้ตรงโรค 

ของน้ำมูกเป็นเบาะแสสำคัญที่บอกได้ว่า ร่างกายกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำมูกใสออกมา เพื่อหล่อลื่นระบบทางเดินหายใจ  

แต่เมื่อมีการอักเสบหรือติดเชื้อ  สีกับลักษณะของน้ำมูกจะเปลี่ยนแปลงตามชนิด และระยะของโรค ดังตารางต่อไปนี้ 

สีน้ำมูก สัญญาณที่ส่งมา สาเหตุที่พบบ่อย
ใส เหมือนน้ำ ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ภูมิแพ้ หวัดระยะแรก
อากาศเปลี่ยน
ขาวขุ่น
หนืดขึ้น
เริ่มมีการอักเสบหรือติดเชื้อไวรัส หวัดระยะกลาง
กรดไหลย้อน
เหลือง ร่างกายสู้กับเชื้อ เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ติดเชื้อไวรัสหรือ
แบคทีเรียระยะเริ่มต้น
เขียวเข้ม การติดเชื้อรุนแรงขึ้น ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ
จากแบคทีเรีย
มีเลือดปน เยื่อบุโพรงจมูกระคายเคือง สั่งน้ำมูกแรง อากาศแห้ง
หรือภาวะที่ต้องพบแพทย์

ข้อควรระวัง: น้ำมูกเขียว ไม่ได้หมายความว่าต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป เพราะสาเหตุอาจเป็นเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำยาที่เหมาะสม ดีกว่าหาซื้อยามากินเอง 

 

น้ำมูกใส บอกอะไร? เมื่อไหร่ถึงควรกินยา 

สาเหตุที่พบบ่อยของน้ำมูกใสไหลต่อเนื่อง ได้แก่ ภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส และริดสีดวงจมูก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากอาหาร ยาบางชนิด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้ด้วย 

โดยน้ำมูกใส ๆ ที่ไหลพร้อมกับอาการจาม คันจมูก คันตา แบบที่ไม่มีไข้ มักเป็นสัญญาณของภูมิแพ้ ซึ่งแตกต่างจากหวัดที่เชื้อไวรัสเป็นต้นเหตุ ยิ่งถ้าเกิดขึ้นร่วมกับอาการคัดจมูก คันจมูก และการจามติดกันเป็นชุด ๆ แบบนี้ สันนิษฐานได้เลยว่า เป็นอาการเด่นของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ 

ในขณะที่น้ำมูกใสจากการติดเชื้อไวรัสอย่างหวัดธรรมดา อาจกินเวลานาน 10-14 วัน ซึ่งสั้นกว่าแต่อาการอาจมาพร้อมกับไข้ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย ทำให้แยกแยะได้ไม่ยากหากสังเกตอาการให้ดี 

 

น้ำมูกเขียว บอกอะไร อันตรายกว่าน้ำมูกใสหรือไม่? 

น้ำมูกหรือเสมหะสีเขียวที่เราพบเจอ เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ โดยสีที่เปลี่ยนไปนั้น เกิดขึ้นจากเม็ดเลือดขาวที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อ ซึ่งเริ่มจากสีเหลืองก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียวตามความรุนแรง และระยะเวลาของการเจ็บป่วย 

สาเหตุที่ทำให้น้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ได้แก่ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม ทั้งนี้ไซนัสอักเสบมักเกิดขึ้นหลังเป็นหวัด โดยจะมีน้ำมูกกลายเป็นสีเขียวเหลือง ปวดคัดจมูกข้างเดียว และอาการที่ไม่ดีขึ้นภายใน 10-14 วัน 

 

รู้จักยาลดน้ำมูกแต่ละกลุ่ม เลือกยังไงให้ถูกต้อง 

 

ภาพเภสัชกรหญิงคนหนึ่งกำลังให้คำปรึกษาเรื่องยากับผู้ป่วยที่เข้ามาสอบถาม

 

การเลือกยาลดน้ำมูกต้องรู้ก่อนว่า อาการของตัวเองมาจากอะไร เพราะยาแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์ต่างกัน ซึ่งเบื้องต้นเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทย่อย คือ ยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด และยาละลายเสมหะ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันดังนี้ 

 

กลุ่มที่ 1 ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก (Antihistamine) 

เหมาะสำหรับอาการน้ำมูกใสจากภูมิแพ้ เช่น แพ้ฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร โดยออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮีสตามีนที่กระตุ้นให้เกิดอาการคัน จาม และน้ำมูกใสไหล โดยยากลุ่มนี้สามารแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 

  • รุ่นเก่า (ทำให้ง่วง): เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ออกฤทธิ์เร็ว ช่วย ลด น้ำมูก และอาการแพ้ได้ดี แต่ทำให้ง่วงนอนซึม ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องขับรถหรือใช้เครื่องจักร 
  • รุ่นใหม่ (ไม่ง่วงหรือง่วงน้อย): เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) เซทีริซีน (Cetirizine) เป็นตัวเลือกของยาลดน้ำมูกไม่ง่วง ที่เหมาะกับคนทำงานหรือนักเรียนที่ต้องใช้สมาธิตลอดวัน 

 

กลุ่มที่ 2 ยาแก้หวัดลดน้ำมูก (Decongestant) 

เหมาะสำหรับอาการคัดจมูกและน้ำมูกจากหวัดติดเชื้อ ออกฤทธิ์หดหลอดเลือดในจมูกให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้หายใจโล่งขึ้น ยาตัวนี้มักผสมอยู่ในยาแก้หวัดลดน้ำมูกหลายตำรับ เช่น ยาที่มีซูโดเอฟีดรีน (Pseudoephedrine) หรือฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) เป็นส่วนผสม  

คำเตือน: ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกิน 3-5 วัน และหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต หรือต้อหิน 

 

กลุ่มที่ 3 ยาละลายเสมหะ (Expectorant/Mucolytic) 

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกเหนียวข้น หรือเสมหะที่ขับออกลำบาก ยาละลายเสมหะ เช่น กัวไอเฟเนซิน (Guaifenesin) ช่วยให้น้ำมูกบางลงและไหลออกได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่น้ำมูกเหนียวข้นจากหวัดหรือไซนัส ยาลดน้ำมูกละลายเสมหะในรูปแบบนี้ จะช่วยให้ระบายน้ำมูกออกได้ดีขึ้นโดยไม่ทำให้จมูกแห้งเกินไป 

 

ยาลดน้ำมูกที่คุ้นหน้าในร้านยา สีเหลือง สีม่วง ต่างกันยังไง? 

ยาลดน้ำมูกที่เราพบเห็นได้บ่อยตามร้านขายยาทั่วไปนั้น สิ่งที่หลายคนสังเกตเห็นได้ชัดเจน คือสีของเม็ดยา ซึ่งในบางกรณีสีที่แตกต่างกัน สามารถช่วยแยกสูตรได้คร่าว ๆ โดยเฉพาะยาเม็ดสีเหลืองและยาเม็ดสีม่วง ที่มีโอกาสเจอบ่อย 

 

ยาลดน้ำมูก เม็ดสีเหลือง 

 

ภาพตัวอย่างยาเม็ดสีเหลืองในขวดบรรจุสีอำพัน

 

หลายยี่ห้อที่พบในร้านขายยาในไทย มักอยู่ในรูปแบบที่ใช้ตัวยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ช่วยบรรเทาอาการแพ้อากาศ จาม คันตา คันจมูก และลดน้ำมูกใสในโรคหวัดหรือภูมิแพ้ แต่มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้ง่วงซึมได้เมื่อกินยานี้เข้าไป  

 

ยาลดน้ำมูก สีม่วง  

 

ภาพตัวอย่างยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ในบรรจุภัณฑ์สีม่วงที่มีโอกาสเห็นบ่อยตามร้านขายยา

 

กรณีของตัวยาลดน้ำมูก สีม่วง นั้นไม่ใช่ตัวยาสีสากล แต่ส่วนมากที่พบจะเป็นยาผสมหลายชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูก และยาลดไข้แก้ปวด สามารถบรรเทาอาการหลายอย่างได้พร้อมกัน ดังนั้นก่อนใช้ยาตัวนี้ ต้องอ่านฉลากยาให้ชัดเจน หรือรับคำแนะนำจากเภสัชกรโดยตรงเกี่ยวกับอาการของเราก่อน ว่าสามารถใช้ยานี้ได้หรือไม่ 

 

ยาลดน้ำมูกสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ต่างกันอย่างไร? 

ทำความเข้าใจกันเพิ่มเติมว่าในความเป็นจริงแล้ว ยาลดน้ำมูกไม่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กได้ เนื่องด้วยปริมาณของตัวยาที่แตกต่างกัน หรือประเภทยาที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนหรือปรึกษาเภสัชกรทุกครั้งก่อนหาซื้อยา 

 

ยาลดน้ำมูกเด็ก 

 สำหรับเด็กเล็กยาลดน้ำมูกเด็ก มักมีในรูปแบบน้ำเชื่อมหรือน้ำยา ซึ่งง่ายต่อการให้ยาและสามารถปรับขนาดตามน้ำหนักตัวได้ ข้อควรระวังสำคัญ มีดังนี้ 

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ห้ามใช้ยาแก้คัดจมูกกลุ่มดีคองเจสแตนท์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง 
  • เด็กอายุ 2-6 ปี: ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกยา ไม่ควรใช้ยาของผู้ใหญ่มาหักแบ่งให้เด็ก 
  • เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป: ยาบางตำรับสามารถใช้ได้ตามฉลาก แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ 

 

ยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูกผู้ใหญ่ 

ส่วนยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูกผู้ใหญ่ มีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งแบบยาเม็ด ยาแคปซูล และยาพ่นจมูก ผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต แต่ควรแจ้งเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะยากลุ่มดีคองเจสแตนท์อาจกระตุ้นความดันโลหิตได้ 

ใช้ยาผิดแบบนี้ เสี่ยงเป็นไซนัสได้จริงไหม

 

ภาพยาต่าง ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะและมีฉากหลังเป็นผู้หญิงและชายสูงวัยที่กำลังกังวลเรื่องการใช้ยา

 

หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อย คือการใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า ที่ทำให้จมูกแห้งมากในช่วงที่เป็นหวัดติดเชื้อ ซึ่งไซนัสอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียจะมีอาการรุนแรงขึ้น จนน้ำมูกกลายเป็นสีเขียวเหลือง ปวดคัดจมูก และอาการไม่หายใน 10-14 วัน ซึ่งแตกต่างจากหวัดธรรมดาที่ควรดีขึ้นหลัง 3-5 วัน โดยมีพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้ไซนัสอักเสบลุกลามดังนี้ 

  • กินยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้จมูกแห้งมากในช่วงที่น้ำมูกเหนียวข้นอยู่แล้ว 
  • สั่งน้ำมูกแรงเกินไปบ่อยๆ จนเยื่อบุจมูกระคายเคือง 
  • ใช้ยาพ่นจมูกดีคองเจสแตนท์นานเกิน 3-5 วัน จนเกิดอาการคัดจมูกสะท้อนกลับ (Rebound Congestion) 
  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้เสมหะข้นและระบายออกได้ยาก 

 

5 วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีน้ำมูกไหล

 

ภาพคุณแม่ที่กำลังเตรียมล้างจมูกให้ลูกน้อย

 

นอกจากการเลือกยาให้ตรงกับอาการแล้ว ยังมีวิธีดูแลเบื้องต้นที่ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น 

  1. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรคออกจากโพรงจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นและลดอาการคัดตัน โดยสามารถหาซื้อน้ำเกลือล้างจมูกสำเร็จรูปได้ตามร้านขายยาทั่วไป  
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยให้เสมหะและน้ำมูกบางลง ทำให้ไหลออกได้ง่ายขึ้น ลดการสะสมในโพรงไซนัส โดยเฉพาะในช่วงที่มีไข้หรือเสียน้ำจากอาการเจ็บป่วย การดื่มน้ำเพียงพอยังช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ที่อาจทำให้น้ำมูกข้นและระบายออกได้ยากขึ้นอีกด้วย 
  3. ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น: ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งช่วยให้น้ำมูกบางลงและสามารถขับออกได้ง่ายขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องที่เปิดแอร์ตลอดวัน เพราะอากาศที่แห้งมากเกินไปอาจทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคืองและผลิตน้ำมูกมากขึ้นกว่าเดิม 
  4. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น สารเคมี และสารก่อภูมิแพ้ที่รู้ว่าตัวเองแพ้ สำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกจากภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เป็นเหล่านี้ เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในระยะยาว ควบคู่กับการรับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ 
  5. พักผ่อนและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่: ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรค โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นหวัดหรือมีอาการภูมิแพ้กำเริบ ร่างกายต้องการพลังงานสำรองเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง การนอนหลับให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

6 สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่แค่ซื้อยากินเอง

มีน้ำมูกไหลแบบไหนที่ไม่ควรดูแลเองที่บ้าน และควรไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยตรวจดูอาการเพิ่มเติม เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง 

  1. น้ำมูกไหลต่อเนื่องนานกว่า 10 วัน โดยไม่มีท่าทีดีขึ้น 
  2. มีไข้สูงร่วมกับอาการคัดจมูกและน้ำมูกเขียวเหนียว 
  3. ปวดหน้าหนัก ๆ โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือรอบดวงตา 
  4. น้ำมูกมีเลือดปน โดยเฉพาะหลังได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ 
  5. สูญเสียการรับกลิ่นอย่างกะทันหันหรือมีอาการทางสายตาร่วมด้วย 
  6. เด็กเล็กที่มีอาการหนักมาก หายใจลำบาก หรือปฏิเสธอาหาร 

 

ปรึกษาเภสัชกรก่อน สิทธิบัตรทองช่วยได้ เมื่อมีน้ำมูกไหลไม่รุนแรง 

สำหรับผู้ที่มีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือสงสัยว่าควรเลือก ยาลดน้ำมูก แก้แพ้ ประเภทไหน สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงผ่านโครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ภายใต้สิทธิบัตรทองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โครงการนี้ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ซึ่งรวมถึงอาการหวัดและน้ำมูกไหลที่ไม่รุนแรง โดยมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาที่จำเป็นให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

โดยทุกคนสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] ซึ่งร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส เราเป็นหนึ่งในร้านยาที่เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง 

ทั้งนี้ หากต้องการปรึกษาอาการเจ็บป่วย เพื่อให้เภสัชกรประเมินสุขภาพก่อนการรับยา ก็สามารถใช้บริการ Telepharmacy ได้เลย ผ่านฟีเจอร์ ALL PharmaSee ปรึกษาเภสัชจัดส่งยา บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven 

 

ใช้บริการ Telepharmacy คลิกเลย!

 

คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ ยาลดน้ำมูก 

Q: น้ำมูกใสกับน้ำมูกเขียวเลือกยาต่างกันไหม? 

A: ต่างกัน น้ำมูกใสที่มาพร้อมจาม คันจมูก โดยไม่มีไข้ มักบ่งบอกถึงภูมิแพ้ ควรใช้ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก (Antihistamine) ส่วนน้ำมูกเขียวเหนียวที่ไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน อาจเป็นสัญญาณของไซนัสอักเสบที่ต้องพบแพทย์ เพื่อรับยารักษาตามอาการที่ถูกต้อง 

Q: ยาลดน้ำมูกไม่ง่วง มีตัวไหนบ้าง? 

A: ยาแก้แพ้รุ่นใหม่อย่างลอราทาดีน (Loratadine) และเซทีริซีน (Cetirizine) เป็นยาลดน้ำมูกไม่ง่วง ที่หาซื้อได้ทั่วไปในร้านขายยา เหมาะกับคนที่ต้องทำงานหรือขับรถ 

Q: ยาลดน้ำมูกเด็ก กับ ผู้ใหญ่ ใช้ตัวเดียวกันได้ไหม? 

A: ไม่ควรใช้ยาผู้ใหญ่ให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ ควรปรึกษาเภสัชกร เพื่อเลือกยาลดน้ำมูกเด็กที่เหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัว 

Q: ยาลดน้ำมูก กินกี่วันถึงจะหาย? 

A: หากอาการมาจากภูมิแพ้ ยาช่วยบรรเทาได้แต่อาจต้องกินต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หากเป็นหวัดธรรมดาจากไวรัส อาการมักดีขึ้นเองใน 7-10 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน ควรพบแพทย์ 

 

สรุป 

น้ำมูกสีต่างกัน บ่งบอกโรคต่างกัน และต้องการยาต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก่อนซื้อยาลดน้ำมูกมากินเอง โดยสรุปแล้วน้ำมูกใสจากภูมิแพ้ เหมาะกับยาแก้แพ้  

ส่วนน้ำมูกเหนียวข้นจากหวัด เหมาะกับยาที่ช่วยระบายและละลายเสมหะ และน้ำมูกเขียวเหนียวที่ไม่หายใน 10 วันควรพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือหากรู้สึกกังวลใจ ไม่แน่ใจในอาการของตัวเอง ปรึกษาเภสัชกรก่อนได้เสมอ 

 

ที่มา 

จมูกอักเสบเป็นไซนัส หรือ ภูมิแพ้กันแน่ จาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

การใช้ยาแก้แพ้ให้ถูกวิธี สำหรับคนเป็นจมูกอักเสบภูมิแพ้ จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

ยาแก้แพ้ จาก คอลัมภ์ยาน่ารู้ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) 

น้ำมูกเขียว (ไซนัสอักเสบ) เมื่อไรต้องให้ยาปฏิชีวนะ ? จาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 

What Can Cause a Constant, Clear-Fluid Runny Nose? จาก Healthline 

What Does the Color of My Phlegm Mean? จาก Healthline 

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก