ยาลดไขมันในเลือดผลข้างเคียง หนึ่งในประเด็นร้อนที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึกกังวลใจ เพราะหลายคนเมื่อได้รับยามาแล้ว ก็มักจะเคยได้ยินจากคนใกล้ชิดว่าถ้ากินนาน ๆ อาจเสี่ยงตับพัง หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ จนนำไปสู่ความลังเลใจและไม่กล้าเริ่มใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งที่ความจริงแล้ว ยาลดไขมันในเลือด ถือเป็นหนึ่งในยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของโรคไขมันในเลือดสูง และถึงแม้จะมี “ผลข้างเคียงที่ต้องรู้เท่าทัน” แต่ผู้ป่วยก็สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร
ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้ จะพาทุกคนไปรวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ ยาลดไขมันในเลือด มีผลข้างเคียงไหม พร้อมวิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย มาฝากกัน
ยาลดไขมันในเลือด คืออะไร?
ยาลดไขมันในเลือด หรือ Lipid-lowering drugs คือกลุ่มยาที่ใช้ลดระดับไขมันในเลือด เช่น คอเลสเตอรอล ไขมันเลว (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย เป็นต้น
3 ประเภทของ ยาลดไขมันในเลือด มีอะไรบ้าง?
เพื่อลดความเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย โดยทั่วไปตัวยาที่ถูกนิยมใช้ สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
1. ยากลุ่มสแตติน (Statins หรือ HMG-CoA Reductase Inhibitors)

เป็นกลุ่มยาหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด ในการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง โดยออกฤทธิ์ด้วยการยับยั้งกระบวนการสร้างคอเลสเตอรอลในตับ
จุดเด่นของ ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน
- มีประสิทธิภาพสูงสุดในการ ลดระดับ LDL (ไขมันเลว) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
- ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
เหมาะกับ: ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมกับ ปัจจัยเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ผู้เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองมาแล้ว
2. ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrates)

เป็นกลุ่มยาที่เน้นไปที่การควบคุมไขมันอีกชนิดหนึ่งในเลือด นั่นคือ ไตรกลีเซอไรด์ โดยส่งสัญญาณไปที่เซลล์ตับ เพื่อเพิ่มการสลายไขมันไตรกลีเซอไรด์ ที่อยู่ในกระแสเลือด และในขณะเดียวกันก็ ลดการผลิตไตรกลีเซอไรด์ใหม่ จากตับอีกด้วย
จุดเด่นของ ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มไฟเบรต
- มีประสิทธิภาพในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ดี เหมาะกับผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมาก
- สามารถช่วยเพิ่มระดับ HDL (ไขมันดี) ได้เล็กน้อย
- ในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมากผิดปกติ การควบคุมด้วยไฟเบรตช่วยลดความเสี่ยงภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้
เหมาะกับ: ผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยเฉพาะรายที่ไตรกลีเซอไรด์สูงร่วมกับความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบ หรือใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่นภายใต้การดูแลของแพทย์ในกรณีที่ต้องการควบคุมทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
3. ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มอื่น ๆ (มักใช้เฉพาะเจาะจงมากกว่า)
แม้ในทางปฏิบัติแล้ว ยาลดไขมันในเลือด ที่ถูกพูดถึงเรื่องผลข้างเคียงบ่อยสุดจะเป็น กลุ่มสแตตินและไฟเบรต แต่ก็ยังมียาอีกหลายกลุ่มที่แพทย์เลือกใช้ในกรณีเฉพาะ หรือใช้เสริมจากยาหลักเพื่อให้ควบคุมระดับไขมันได้ถึงเป้าหมายมากขึ้น เช่น
ยากลุ่มอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
เป็นตัวยาที่ออกฤทธิ์ลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้เล็ก ทำให้คอเลสเตอรอลเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง ซึ่งช่วยลดระดับ LDL ได้ โดยไม่ไปยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลในตับเหมือนสแตติน โดยมีจุดเด่น คือ
- มักใช้เสริมกับกลุ่มยาสแตตินได้ดี ที่ช่วยให้ LDL ลดลงเพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดสแตตินมากเกินไป
- ผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อและตับโดยตรงมักพบได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการดันขนาดสแตตินให้สูงขึ้น
เหมาะกับ: ผู้ป่วยที่ใช้สแตตินอยู่แล้วแต่ LDL ยังไม่ลงถึงเป้าหมาย และ ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเพิ่มขนาดสแตติน เช่น เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้ยา
ยากลุ่มเรซิน (Bile Acid Sequestrants / Resins)
เป็นกลุ่มยาลดไขมันในเลือดที่ทำงานในลำไส้ โดยจับกับกรดน้ำดีแล้วพาออกทางอุจจาระ ซึ่งทำให้ตับต้องดึงคอเลสเตอรอลจากเลือดมาใช้สร้างกรดน้ำดีเพิ่ม ส่งผลให้ LDL ลดลง โดยจุดเด่น คือ
- แทบไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จึงมีผลโดยตรงต่อตับและกล้ามเนื้อน้อยกว่ายาบางกลุ่ม
- ใช้เป็นยาทางเลือกหรือยาตัวเสริมในผู้ที่ควบคุม LDL ด้วยยากลุ่มอื่นอย่างเดียวแล้วยังไม่ถึงเป้าหมาย
เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการเน้นลด LDL แต่มีข้อจำกัดในการใช้สแตตินเต็มขนาด หรือ ผู้ป่วยบางรายที่แพทย์ต้องการหลีกเลี่ยงยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมาก เช่น มีโรคประจำตัวบางอย่าง
หมายเหตุ: ต้องระวังในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง เพราะยาอาจทำให้ไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น และอาจรบกวนการดูดซึมยาหรือวิตามินบางชนิด จึงมักต้องเว้นระยะการทานยาอื่น และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ผลข้างเคียงยาลดไขมันในเลือด แต่ละประเภท
หากพูดถึงยาสลายไขมันในเลือด และผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นในบางราย เช่น ป่วยเมื่อย แน่นท้อง และเวียนศีรษะ เป็นต้น ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย จะมีความแตกต่างกันไปตาม “กลุ่มยา” ที่ใช้ในการรักษา โดยสรุปหลัก ๆ ดังนี้
กลุ่มสแตติน (Statins)
อาการพบบ่อย: ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกตึง ๆ ล้า ๆ โดยเฉพาะบริเวณต้นแขน ต้นขา หรือ อ่อนเพลียเล็กน้อย เวียนศีรษะ คลื่นไส้ไม่สบายท้องช่วงเริ่มยา
กลุ่มไฟเบรต (Fibrates)
อาการพบบ่อย: รู้สึกปวดศีรษะ แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด หรือคลื่นไส้, ท้องเสีย หรือท้องผูกเล็กน้อยในบางราย
กลุ่มอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
อาการพบบ่อย: ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด หรือไม่สบายท้องเล็กน้อย หรือบางรายอาจปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อแต่ไม่รุนแรง
กลุ่มเรซิน (Bile Acid Sequestrants / Resins)
อาการพบบ่อย: คลื่นไส้ จุกเสียดเล็กน้อย ท้องอืด แน่นท้อง รู้สึกอึดอัด และ อาการท้องผูก ที่สามารถพบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือคนที่ดื่มน้ำน้อย
ดังนั้น หากมีอาการข้างเคียงจากยาลดไขมันในเลือดที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีอาการผิดปกติรุนแรงกว่าที่กล่าวไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อประเมินความรุนแรงและปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ทำไมการรับประทานยาลดไขมันในเลือด จึงเกิดผลข้างเคียง?

แม้ว่า ยาลดไขมันในเลือด จะมีผลข้างเคียงส่วนใหญ่ที่ไม่รุนแรง แต่ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการ คือ
- ระบบการทำงานของตับต้อง มีการเผาผลาญยาและไขมัน เพราะยาหลายตัว มักต้องผ่านการทำงานที่ตับ ซึ่งอาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับเปลี่ยน หรือมีอาการเกี่ยวกับตับได้ โดยเฉพาะในคนที่มีโรคตับอยู่ก่อนแล้ว หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- บางกลุ่มยาเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เช่น ยากลุ่มสแตติน อาจทำให้บางคนมีอาการปวดเมื่อย หรือล้ากล้ามเนื้อได้ แต่เคสที่รุนแรงพบไม่บ่อย
- ปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ป่วย เช่น อายุเยอะ น้ำหนักตัวน้อย ไต – ตับทำงานไม่ดี มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ทำให้ร่างกายจัดการกับยาได้ต่างกัน
- การใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง หยุดยา–เริ่มยาเอง หรือกินร่วมกับสมุนไพร/อาหารเสริมโดยไม่บอกแพทย์ ก็เพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้
โดยรวมแล้ว ผลข้างเคียงไม่ได้เกิดกับทุกคน และมักดีขึ้นได้เมื่อมีการพบแพทย์ ปรับยา หรือเปลี่ยนแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
ค่าไขมันในเลือดสูงเท่าไร ต้องกินยา?
การตัดสินใจเริ่มใช้ยาลดไขมันในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขระดับไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการประเมิน “ความเสี่ยงโดยรวมต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด” ของผู้ป่วยแต่ละรายร่วมด้วย โดยปัจจัยที่แพทย์ใช้ประกอบการพิจารณา คือ
- ประวัติโรคเดิม เคยมีโรคหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดสมองตีบมาก่อนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตเรื้อรัง
- พฤติกรรม/พันธุกรรม ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
- ระดับ LDL ที่สูงมาก หากค่า LDL สูงผิดปกติ เช่น 190 mg/dL ขึ้นไป แม้ไม่มีโรคอื่นร่วมก็มักต้องพิจารณาใช้ยา
ดังนั้น ไม่ควรตัดสินใจใช้ หรือ หยุดยาเองจากตัวเลขไขมัน แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงทั้งหมด
ข้อควรระวังในการใช้ยาลดไขมันในเลือด
เพื่อให้การใช้ ยาลดไขมันในเลือด เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด ควรใส่ใจข้อควรระวัง ดังต่อไปนี้
- แจ้งโรคประจำตัวและยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ เช่น ยาจากแพทย์ที่เคยได้รับ ยาสมุนไพร อาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อตับ ไต หรือยากลุ่มที่มีปฏิกิริยากับกลุ่มยา Statins เพื่อให้แพทย์ประเมินตัวยาที่เหมาะของผู้ป่วย
- ผู้ที่มีปัญหาตับหรือดื่มแอลกอฮอล์จัดต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบจากไวรัส หรือดื่มเหล้าหนัก ซึ่งแพทย์อาจต้องเลือกรูปแบบยาให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วย เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด
- หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ ยากลุ่ม Statins โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งหากวางแผนมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าก่อนหยุดหรือเปลี่ยนยา
- การดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มหนักเป็นประจำจะเพิ่มภาระตับร่วมกับยา ดังนั้นควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติอยู่แล้ว
- ไม่เพิ่ม-ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ การหยุดยากะทันหันในคนที่มีความเสี่ยงสูง อาจทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจกลับมาสูงขึ้น
วิธีใช้ยาลดไขมันในเลือดอย่างปลอดภัย

การกินยาลดไขมันในเลือด นอกเหนือจากจะมีข้อควรระวังแล้ว การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการรักษาอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติ มีดังนี้
1. ปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาอย่างเคร่งครัด
- ทานยาตามเวลาและขนาดที่แพทย์สั่ง ยาบางชนิด เช่น สแตตินที่ออกฤทธิ์สั้น ควรทาน “ตอนเย็นหรือก่อนนอน” เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตับจะมีการสร้างคอเลสเตอรอลสูงสุด ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด
- จัดการเมื่อลืมทานยา หากลืมทานยาไป 1 มื้อ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไป ให้ทานตามเวลาเดิมของวันถัดไปเท่านั้น เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง
2. ตรวจติดตามความปลอดภัยของยาตามนัด
- ตรวจเลือดติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การติดตามผลเลือดเป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการตรวจจับผลข้างเคียงก่อนที่จะรุนแรง รวมถึงการตรวจอื่น ๆ เช่น
- ตรวจไขมันในเลือด เพื่อดูว่าระดับไขมันถึงเป้าหมายการรักษาแล้วหรือไม่
- ตรวจการทำงานของตับ (LFTs) เพื่อตรวจสอบว่าเอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่
- ตรวจค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ (CK หรือ CPK) อาจมีการตรวจในบางกรณี โดยเฉพาะหากผู้ป่วยเริ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อผิดปกติ
3. สังเกตและรายงานอาการผิดปกติของตัวเอง
- หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับยา เช่น ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงผิดปกติ ปัสสาวะสีเข้มคล้ายสีโค้ก, ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยผิดปกติอย่างมาก
ให้รีบแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
4. เน้น”ปรับพฤติกรรมควบคู่” ไม่พึ่งยาอย่างเดียว
การปรับพฤติกรรมคือพื้นฐานของการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงแต่จะช่วย เสริมฤทธิ์ยา ให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณสามารถ ลดขนาดยาที่ต้องใช้ ลงได้ในระยะยาว และทำให้ระดับไขมันลดลงได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น
- การควบคุมอาหาร ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้น หนังไก่ ขนมกรุบกรอบ รวมถึงการลดน้ำหวานและน้ำอัดลม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ให้ได้ตามคำแนะนำด้านสุขภาพ และเหมาะสมกับสมรรถภาพของร่างกาย
- ควบคุมน้ำหนักและเลิกบุหรี่ หากมีน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก และการเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพหลอดเลือด
- ระวังการใช้สมุนไพร/อาหารเสริมเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ เพราะบางชนิดอาจมีผลต่อตับโดยตรง หรือเข้าไปแย่งการเผาผลาญยาในตับ ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นจนเกิดผลข้างเคียงได้
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการแพ้ยา
สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ยา จากยาลดไขมันในเลือด หรือ ยาลดคอเรสเตอรอล จากผลข้างเคียง และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ ยาลดไขมันในเลือด ผลข้างเคียง
Q: กินยาลดไขมันในเลือดทำให้ตับพังจริงไหม?
A: ส่วนใหญ่ ไม่ถึงขั้น “ตับพัง” อย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากยาลดไขมันในเลือด โดยเฉพาะกลุ่มสแตติน ที่ถึงแม้อาจจะทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นเล็กน้อยในบางราย แต่ก็มักไม่มีอาการและกลับสู่ปกติได้เมื่อปรับยา หยุดยา หรือเมื่อร่างกายปรับตัว
Q: หากปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต้องหยุดยาลดไขมันในเลือดเลยไหม?
A: ไม่ควรหยุดยาเองทันที แต่ควร
- สังเกตว่าปวดมากน้อยแค่ไหน เป็นเฉพาะบางจุดหรือทั่วตัว
- แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรโดยเร็ว
- แพทย์อาจตรวจเลือดดูค่า CK ว่ามีกล้ามเนื้อสลายหรือไม่
ถ้าเป็นเพียงอาการปวดเล็กน้อยทั่วไป อาจปรับขนาดยา เปลี่ยนยา หรือเฝ้าระวังต่อก็ได้ แต่ถ้าเป็นอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาหยุดยาทันที
Q: ดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม ถ้ากินยาลดไขมัน?
A: โดยทั่วไปควร “จำกัด” หรือ “หลีกเลี่ยง” แอลกอฮอล์ เพราะทั้งแอลกอฮอล์และยาหลายตัวต้องใช้ตับในการเผาผลาญ หากตับต้องทำงานหนักจากทั้งสองด้าน ก็มีโอกาสเสี่ยงตับอักเสบมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีปัญหาตับอยู่แล้ว
Q: ซื้อยาลดไขมันในเลือดกินเองได้ไหม?
A: ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะยาลดไขมันในเลือดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มสแตติน (Statins) จัดเป็น ยาควบคุมพิเศษ หรือ ยาอันตราย ที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
สรุป
ยาลดไขมันในเลือด เช่น กลุ่มสแตติน, ไฟเบรต, อีเซทิไมบ์ และกลุ่มเรซิน ถือเป็นตัวยาสำคัญที่มีประสิทธิภาพในการ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมาก
ซึ่งถึงแม้ว่า ยาลดไขมันในเลือด ส่วนใหญ่จะมีโอกาสเกิด ผลข้างเคียง จริง แต่ข้อดีคือผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้ใช้ทุกคน และมักมีอาการที่ไม่รุนแรง เพราะสามารถเฝ้าระวัง ตรวจพบ และจัดการได้ด้วยการติดตามผลเลือดอย่างเหมาะสม
ดังนั้น การตัดสินใจเริ่มยา ปรับยา หรือหยุดยา จึงต้องอาศัยการประเมินร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด และ ไม่ควรทำด้วยตนเอง
ที่มา
Statin side effects: Weigh the benefits and risks จาก Mayo Clinic
Statin-Associated Liver Dysfunction and Muscle Injury จาก National Library of Medicine
Ezetimibe จาก National Library of Medicine
Lipidology update จาก European Society of Cardiology (ESC)
Bile Acid Sequestrants, Fibrates, and Niacin จาก Openstax
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง



