เรื่องควรรู้! ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน สำหรับภูมิแพ้เรื้อรัง

เรื่องควรรู้! ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน สำหรับภูมิแพ้เรื้อรัง eXta Plus

หลายคนที่มีเป็นภูมิแพ้บ่อยครั้ง อาจหันไปหายาแก้แพ้ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป สำหรับบรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนเมื่อมีการใช้ยาทุกวันในช่วงที่มีอาการ หลายคนมักมีคำถามเกิดขึ้นว่า ยาแก้แพ้สามารถกินติดต่อกันได้กี่วันบ้าง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรังที่ต้องใช้ยาในระยะยาว  

บทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน สำหรับภูมิแพ้เรื้อรัง รวมถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการทานยาเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มาฝากกัน 

 

ยาแก้แพ้ คืออะไร? 

ยาแก้แพ้ หรือ Antihistamines คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการบรรเทาอาการแพ้ หรือ การอักเสบที่เกิดจากฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาหลังจากที่มีการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง, เกสรดอกไม้, สัตว์เลี้ยง หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น โดยมักพบกับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ และ ภูมิตก 

ซึ่งสารฮีสตามีนในร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การกินยาแก้แพ้ หรือ ยาฮีสตามีน จะช่วยบล็อกหรือยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนเพื่อลดอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้น 

 

รูปแบบของ ยาแก้แพ ที่ทุกคนควรรู้ 

 

5 รูปแบบของ “ยาแก้แพ้” ที่ทุกคนควรรู้

 

ในปัจจุบันรูปแบบของ ยาแก้แพ้ ที่วางจำหน่าย และไม่วางจำหน่าย มักจะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ ซึ่งจะขึ้นกับอายุของผู้ใช้ อาการแพ้ รวมถึงความสะดวกในการใช้ยา โดยสามารถแบ่งออกมาได้ 5 รูปแบบดังนี้ 

  1. ยาแก้แพ้ชนิดเม็ด (Tablet) เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่สามารถกลืนยาได้ 
  2. ยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม (Oral Solution) เหมาะสำหรับเด็กหรือผู้ที่กลืนยาเม็ดยาก 
  3. ยาแก้แพ้ชนิดพ่นจมูก (Nasal Spray) ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้จมูก เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย 
  4. ยาแก้แพ้ชนิดหยอดตา (Eye Drop) ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ทางตา เช่น คันตา แสบตา หรือตาแดงจากเกสรดอกไม้หรือฝุ่น 
  5. ยาแก้แพ้ชนิดฉีด (Injection) ใช้ในกรณีอาการแพ้รุนแรง เช่น ลมพิษรุนแรง หรือภาวะภูมิแพ้เฉียบพลัน  

และเพื่อให้เหมาะกับอาการและความสะดวกของผู้ป่วย การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของการรักษา 

 

ชนิดของยาแก้แพ มีอะไรบ้าง? 

 

ชนิดของยาแก้แพ้ มีอะไรบ้าง? eXta Plus

 

ก่อนจะทราบว่า ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนมาทำความรู้จักประเภทของยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยถูกแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ 

 

1. ยาแก้แพ้ชนิดเก่า(First-Generation Antihistamines) 

สำหรับยากลุ่มนี้ มักจะมีผลข้างเคียงทำให้รู้สึกง่วงหรือหลับ ซึ่งใช้สำหรับผู้ป่วยในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงหรือมีความจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ป่วยหลับเพื่อบรรเทาอาการ เช่น  

  • ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) ใช้บรรเทาอาการคันหรือแพ้เฉียบพลัน 
  • คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ยาแก้แพ้ยอดนิยม หาซื้อได้ทั่วไป แต่ทำให้ง่วงมาก 
  • ไฮดรอกไซด์ซีน (Hydroxyzine) ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการคันรุนแรงหรือมีปัญหาทางผิวหนัง เช่น ลมพิษ 

 โดยยาแก้ภูมิแพ้ชนิดนี้ จะใช้ได้ดีสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องระยะยาว เพราะอาจทำให้ร่างกายสะสมยาและเกิดผลข้างเคียงต่อระบบประสาทได้ 

 

2. ยาแก้แพ้ชนิดใหม่(SecondGeneration Antihistamines) 

เป็นยาแก้แพ้ที่พัฒนามาให้ ลดอาการง่วงซึม และมีฤทธิ์ยาวนานกว่า เหมาะกับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ทำงาน หรือขับรถ โดยยากลุ่มนี้จะ ไม่ผ่านแนวกั้นเลือดและสมอง ทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงในเรื่องของความง่วงเหมือนรุ่นเก่า ซึ่งตัวยาที่พบได้ คือ 

  • เซทิริซีน (Cetirizine) บรรเทาอาการคัน จาม น้ำมูกไหล ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 
  • ลอราทาดีน (Loratadine) ออกฤทธิ์ยาว ไม่ทำให้ง่วง เหมาะกับการใช้ต่อเนื่อง 
  • เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ยารุ่นใหม่ที่มีผลข้างเคียงต่ำมาก มักแนะนำในผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง 
  • เดสลอราทาดีน (Desloratadine) ใช้บรรเทาอาการแพ้ทางจมูกและผิวหนัง 

ซึ่งยารุ่นใหม่ปลอดภัยกว่าสำหรับการใช้ระยะยาว สามารถใช้ต่อเนื่องได้ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรัง ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร 

 

อาการแพ้แบบนี้ ควรใช้ยาแก้แพ้แบบชนิดง่วง หรือ ไม่ง่วงดี?

 

อาการแพ้แบบนี้ ควรใช้ยาแก้แพ้แบบชนิดง่วง หรือ ไม่ง่วงดี? eXta Plus

 

สำหรับการใช้ยาแก้แพ้นั้น จะขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมี “อาการแพ้แบบไหน” รวมถึง “ช่วงเวลาที่ใช้ยา” ซึ่งหลักการเลือกยาแก้แพ้ให้เหมาะสม มีแนวทางดังนี้ 

 

กรณีที่ 1: หากมีอาการแพ้เฉียบพลัน ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วง 

เหมาะสำหรับอาการที่เกิดขึ้นทันทีและรุนแรง เช่น 

  • ผื่น ลมพิษ คันทั่วตัว ต้องการใช้ยาแก้แพ้แก้คัน 
  • อาการบวมเล็กน้อยจากการแพ้ 
  • แพ้อาหาร หรือแพ้ยาที่ต้องการบรรเทาอาการเร็ว 

เนื่องจาก ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง จะออกฤทธิ์เร็ว และช่วยลดอาการคันได้ดีในช่วงสั้น ๆ แต่อาจทำให้ง่วงมาก จึงเหมาะกับการกินตอนก่อนนอน หรือในช่วงที่ไม่ต้องทำงาน และ ขับรถ 

ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนที่เป็นภูมิแพ้ คัน คัดจมูก หรือจามตอนกลางคืนจนหลับยาก ในกรณีนี้ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วงตอนก่อนนอน เพื่อช่วยให้หลับสบายขึ้นและลดอาการแพ้ไปพร้อมกัน 

 

กรณีที่ 2: หากมีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง  ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง 

โดยสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้เหล่านี้ เช่น 

  • จามเพราะภูมิแพ้ น้ำมูกไหลตอนเช้า 
  • คัดจมูกเรื้อรัง 
  • แพ้ฝุ่น หรือเกสรดอกไม้เป็นประจำ 
  • แพ้ขนสัตว์หรือไรฝุ่น 

เนื่องจากยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์ยาวนาน 24 ชั่วโมง โดยควรใช้วันละ 1 ครั้ง และไม่ทำให้ง่วง เหมาะกับคนที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ทำงาน เรียน หรือขับรถ 

 

ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน สำหรับภูมิแพ้เรื้อรัง 

สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง เช่น การแพ้ฝุ่นเกสรดอกไม้หรือสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน จำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีนี้การใช้ยาควรจะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากยาบางตัวสามารถใช้ได้ในระยะยาว แต่บางตัวอาจมีผลข้างเคียงที่สะสมเมื่อใช้งานต่อเนื่อง 

ซึ่งปกติแล้ว การใช้ยาแก้แพ้ชนิดที่ปลอดภัย จะขึ้นอยู่กับประเภทของยาและปริมาณการใช้ โดยเฉพาะยากลุ่มใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อย สามารถใช้ได้ติดต่อกันได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากอาการแพ้ยังคงไม่หายหรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาอีกครั้ง 

 

ข้อควรระวังจากการใช้ยาแก้แพ้

  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาอื่นที่มีผลต่อการนอนหลับ: เช่น ยานอนหลับ หรือยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง 
  • ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ยาบางชนิดไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก 
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถเพิ่มผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้ 
  • การใช้ในผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุอาจไวต่อผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้ จึงควรปรับขนาดยาหรือเลือกใช้ยาในกลุ่มที่มีผลข้างเคียงน้อย 

 

ปริมาณการรับประทานยาแก้แพ้ชนิดเม็ด และชนิดน้ำเชื่อม

กรณีหากยาแก้แพ้ที่ผู้ป่วยใช้ เป็นรูปแบบของการรับประทาน เช่น ยาแก้แพ้ชนิดเม็ด ในผู้ใหญ่ ปริมาณที่แนะนำอยู่ที่ 1 เม็ดต่อวัน (โดยทั่วไป) แต่สำหรับเด็ก หรือผู้สูงอายุอาจจะต้องปรับขนาดยาตามคำแนะนำของแพทย์  

ในส่วนของ ยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม ปริมาณการใช้จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของยาและน้ำหนักตัวของผู้ใช้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากยาอย่างเคร่งครัด 

 

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้แพ้ติดต่อกัน 

การใช้ยาแก้แพ้ติดต่อกันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของยาและระยะเวลาที่ใช้ ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

  • ง่วงซึม ยาแก้แพ้รุ่นเก่ามักทำให้เกิดอาการง่วงซึม ซึ่งอาจทำให้การทำงานหรือการขับขี่รถยนต์มีความเสี่ยง 
  • ปากแห้ง ยาบางชนิดอาจทำให้มีอาการปากแห้ง 
  • ท้องผูก อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา 
  • หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ หากใช้ยาในปริมาณมากหรือในระยะยาว 

หากพบอาการผิดปกติหรือไม่สบายหลังการใช้ยา ควรหยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์ทันที 

 

คำแนะนำการใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกวิธี

 

 

การใช้ยาแก้แพ้ให้ได้ผลและปลอดภัย ไม่ใช่เพียงแค่กินเมื่อมีอาการเท่านั้น แต่ควรรู้จัก หลักการใช้ยาอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงและช่วยให้ควบคุมอาการภูมิแพ้ได้อย่างต่อเนื่อง 

 

1. อ่านฉลากยาและคำแนะนำจากเภสัชกรทุกครั้ง

ก่อนรับประทานยา ควรตรวจสอบชื่อยา ปริมาณยา และคำแนะนำบนฉลากอย่างละเอียด เช่น 

  • ปริมาณที่ควรกินต่อครั้งและต่อวัน 
  • เวลาที่ควรรับประทาน (ก่อนอาหาร / หลังอาหาร / ก่อนนอน) 
  • คำเตือนเรื่องผลข้างเคียง เช่น ง่วง หรือห้ามขับรถหลังใช้ยา 

หมายเหตุ: การอ่านฉลากช่วยลดความผิดพลาด เช่น การกินเกินขนาด หรือการใช้ยาซ้ำซ้อนกับยาอื่นที่มีตัวยาเดียวกัน 

 

2. ใช้ยาในเวลาที่เหมาะสม

ยาแก้แพ้บางชนิดโดยเฉพาะรุ่นเก่า เช่น คลอเฟนิรามีน มีฤทธิ์ทำให้ง่วง จึงควรรับประทานในช่วง ก่อนนอนหรือเวลาที่ไม่ต้องทำงาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสมาธิและความปลอดภัยในการทำกิจกรรม เช่น ขับรถ หรือใช้เครื่องจักร 

ส่วนยาแก้แพ้รุ่นใหม่ เช่น เซทิริซีน หรือ ลอราทาดีน ออกฤทธิ์ยาวนาน 24 ชั่วโมงและไม่ง่วง เหมาะสำหรับกินในช่วงเช้าหรือกลางวัน 

 

3. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากต้องใช้ระยะยาว

ในผู้ที่เป็น ภูมิแพ้เรื้อรัง การใช้ยาแก้แพ้ต่อเนื่องควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อประเมินว่า 

  • ควรใช้ยาในขนาดใดจึงจะได้ผลดี 
  • ควรสลับหรือเปลี่ยนชนิดยาเพื่อลดการดื้อยา 
  • จำเป็นต้องใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ยาพ่นจมูก หรือยาลดการอักเสบ 

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการพึ่งยาเกินจำเป็น และยังช่วยให้การรักษาได้ผลยั่งยืนกว่าการซื้อยามารับประทานเอง 

 

4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาดหรือใช้ร่วมกับยาอื่นโดยไม่จำเป็น

การใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยาอื่น เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มฤทธิ์ง่วงหรือกดประสาท ทำให้รู้สึกมึนหัวตลอดเวลา ซึ่งอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด 

หากต้องใช้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ตรวจสอบว่ามีตัวยาซ้ำกันหรือไม่ เช่น ยาหลายยี่ห้อที่มีส่วนผสมของ “Cetirizine” หรือ “Loratadine” อาจทำให้กินยาเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว 

 

5. เก็บรักษายาอย่างถูกวิธี

ควรเก็บยาในที่แห้ง อุณหภูมิห้อง และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง สำหรับยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อมควรปิดฝาให้แน่นและเก็บในตู้เย็น (ถ้ามีคำแนะนำระบุไว้) เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของยา 

ทั้งนี้ หากใช้ยาแก้แพ้ไปแล้ว  อาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 5–7 วัน หรือมีอาการแปลก เช่น ใจสั่น ผื่นมากขึ้น หายใจลำบาก ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะภูมิแพ้ชนิดอื่น เช่น หอบหืด หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งต้องใช้ยารักษาเฉพาะทางแทน 

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้ที่มีผื่นผิวหนัง และอาการอื่น ๆ จากการแพ้ 

สำหรับผู้ที่มีผื่นผิวหนัง รวมถึงอาการอื่น ๆ จากการแพ้ และมีคำถามต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน เพื่อทำการรักษาอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการคันที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee 

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!

 

คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน 

Q: กินยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง กินติดต่อกันได้กี่วัน และเป็นเดือน ๆ ได้ไหม? 

A: ได้ โดยยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง เช่น CetirizineLoratadine, หรือ Fexofenadine สามารถใช้ได้ติดต่อกันได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์  และจัดเป็นกลุ่มยาที่ถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูงในการใช้ต่อเนื่องระยะยาว เพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้เรื้อรัง  

ซึ่งแพทย์มักจะ แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการกำเริบ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินความจำเป็นเป็นระยะ และพยายามใช้ในขนาดต่ำที่สุดที่คุมอาการได้ 

 

Q: ถ้ากินยาแก้แพ้ชนิดง่วง ติดต่อกันเป็นสัปดาห์หลายวัน จะอันตรายไหม? 

A: ไม่แนะนำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วง เพราะอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมสะสม รบกวนการทำงานและการขับขี่ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมได้  

ดังนั้น ควรจำกัดการใช้ยาในกลุ่มนี้ให้อยู่ในช่วงระยะสั้น ๆ เมื่อมีอาการกำเริบที่รุนแรง และควรเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง หากต้องทานต่อเนื่องนานเกิน 3-5 วัน 

 

Q: หากหยุดกินยาแก้แพ้แล้วอาการแย่ลง  ควรทำอย่างไร? 

A: ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยบางรายที่หยุดยาแก้แพ้ทันทีหลังจากใช้ต่อเนื่องมานาน หากอาการกำเริบขึ้นมา ควรกลับไปใช้ยาในขนาดเดิมที่คุณควบคุมอาการได้ แล้วปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อวางแผนการลดขนาดยาลงอย่างช้า ๆ แทนการหยุดยาในทันที 

 

Q: ยาแก้แพ้ ใช้เพื่อป้องกันอาการแพ้ล่วงหน้าได้หรือไม่? 

A: โดยทั่วไปยาแก้แพ้จะถูกแนะนำให้ใช้เมื่อมีอาการ แต่อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรังบางราย แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง เป็นประจำทุกวัน  

ในช่วงที่มีปัจจัยกระตุ้นการแพ้ เช่น ช่วงฝุ่น PM 2.5 หรือช่วงที่ทราบว่าต้องสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้ระดับยาในร่างกายคงที่และสามารถควบคุมอาการได้ทันก่อนที่อาการจะกำเริบรุนแรง 

 

สรุป ยาแก้แพ้กินติดต่อกันได้กี่วัน สำหรับภูมิแพ้เรื้อรัง 

การใช้ยาแก้แพ้ติดต่อกันเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง ซึ่งการใช้ยาแก้แพ้ในระยะยาวควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากมีอาการผิดปกติหรือไม่แน่ใจ ควรหยุดใช้ยาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม 

 

ที่มา 

Antihistamines จาก  National Library of Medicine

Allergy medications: Know your options จาก  Mayo Clinic 

Evidence-based use of antihistamines for treatment of allergic conditions จาก ScienceDirect 

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก