เคยไหม? ตื่นมาแล้วรู้สึก ปวดเมื่อยตามตัว ไม่มีแรง เจ็บตามแขน ขา รู้สึกร่างกายหนักไปหมด หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะทำงานหนัก นอนน้อย หรือออกกำลังกายมากเกินไป แต่หากรู้สึกว่ามีอาการไอ เจ็บคอร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อ หรือไข้หวัดได้เช่นกัน
ซึ่งเมื่อเรารู้สึกปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเนื้อปวดตัวเมื่อไหร่ การซื้อยาแก้ปวดมารับประทานทันที โดยที่ยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ทำให้เกิดความน่ากังวล จากการรับประทานยาหลายตัวที่ตัวยาซ้ำกัน หรือใช้ยากลุ่ม NSAIDs โดยไม่เหมาะสม ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของตัวยาได้
ดังนั้นในบทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จึงจะพาทุกคนมาแยกอาการเบื้องต้น พร้อมรู้จักวิธีบรรเทาอาการทั้งแบบไม่ใช้ยาและใช้ยาอย่างเหมาะสม รวมถึงสัญญาณที่บอกว่าเมื่อไหร่ควรหยุดดูแลตัวเองและไปพบแพทย์
ปวดเมื่อยตามตัว คืออะไร มีกี่แบบ?

อาการปวดกล้ามเนื้อทางการแพทย์เรียกว่า Myalgia สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กล้ามเนื้อเพียงบางตำแหน่งไปจนถึงหลายส่วนทั่วร่างกาย ความรุนแรงมีตั้งแต่รู้สึกตึง ระบม หรือกดแล้วเจ็บ ไปจนถึงปวดจนรบกวนการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
โดยการแยกว่าเรากำลังรู้สึกปวดเฉพาะจุดหรือมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย จะถือเป็นการแยกอาการปวดเบื้องต้นที่สำคัญ ในเบื้องต้นสามารถสังเกตอาการ และแยกความรู้สึกปวดได้ดังนี้
- ปวดเฉพาะจุด: มักสัมพันธ์กับการใช้กล้ามเนื้อ เช่น ออกกำลังกาย ยกของหนัก ทำงานท่าเดิมนาน ๆ หรือได้รับบาดเจ็บ อาการมักสัมพันธ์กับการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นโดยตรง
- ปวดเมื่อยตามตัว: จะเกิดขึ้นหลายตำแหน่งพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ไอ หรือเจ็บคอร่วมด้วย อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อ หรือภาวะที่ส่งผลต่อร่างกายแบบภาพรวมมากกว่า
ปวดเมื่อยตามตัว สามารถเกิดจากอะไรได้บ้าง?
สาเหตุหลักของการปวดเมื่อยตามตัวอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การออกกำลังกายหรือใช้กล้ามเนื้อมากกว่าปกติ, การบาดเจ็บจากการทำงานหรือเล่นกีฬา, ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงโรคติดเชื้อจากไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 นอกจากนี้ยาบางชนิดก็สามารถมีอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นผลข้างเคียงได้เช่นกัน
ซึ่งสำหรับอาการจากไข้หวัดใหญ่ เมื่อร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ รวมถึงโปรตีนที่ช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย (Cytokines) ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อและข้อได้ อาการจึงมักดีขึ้นตามการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ
ปวดเมื่อยทั้งตัวมีไข้ เราสามารถสังเกตอาการร่วมจากโรคอื่นได้อย่างไร?
โรคหลายชนิดมีอาการคล้ายกันมาก การสังเกตเพียงว่ามีไข้และรู้สึกเมื่อยเนื้อตัว ไม่อาจวินิจฉัยโรคได้ แต่ลักษณะอาการร่วมที่พบเจอ สามารถใช้เป็นเบาะแสว่าควรเฝ้าระวังอะไรเพิ่มเติม
| โรคที่เกี่ยวข้อง | ลักษณะอาการที่พบร่วม |
|---|---|
| ไข้หวัดธรรมดา | มักมีน้ำมูก คัดจมูก จาม ไอ เจ็บคอ และอ่อนเพลีย โดยทั่วไปไข้และอาการปวดตัวมักไม่เด่นเท่าไข้หวัดใหญ่ |
| ไข้หวัดใหญ่ | มักมีอาการเกิดค่อนข้างเร็ว ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย ไอ เจ็บคอ และอ่อนเพลียชัดเจน |
| COVID-19 | อาจมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย คัดจมูก ไอ หรือหายใจลำบาก บางรายมีการรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป |
| ไข้เลือดออก | อาจมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ปวดกระบอกตา คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น และต้องระวังอาการเลือดออก หรืออาการรุนแรงหลังไข้เริ่มลด |
กรณีของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และ COVID-19 มีอาการทับซ้อนกันมาก โดยไข้หวัดใหญ่มักมีไข้และปวดตามร่างกายเด่นกว่าไข้หวัดธรรมดา ส่วน COVID-19 อาจมีได้ตั้งแต่อาการคล้ายหวัดจนถึงอาการทางระบบหายใจที่รุนแรง จึงไม่ควรวินิจฉัยจากอาการปวดตัวเพียงอย่างเดียว
ส่วนโรคไข้เลือดออกสามารถมีอาการปวดกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อได้ โดยสัญญาณอันตราย เช่น ปวดท้อง อาเจียนบ่อย มีเลือดออก หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นหลังไข้เริ่มลดลง จึงควรได้รับการประเมินทางการแพทย์หากมีอาการเข้าข่าย
ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดตามข้อ ต่างกันอย่างไร?

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมักรู้สึกตึง ระบม หรือกดแล้วเจ็บตามแนวกล้ามเนื้อ และอาจสัมพันธ์กับกิจกรรมก่อนหน้า เช่น ยกของ ออกกำลังกาย หรือนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
ส่วนอาการปวดเมื่อยตามข้อ จะรู้สึกเจ็บบริเวณข้อต่อ เช่น เข่า ข้อศอก หรือข้อนิ้ว หากมีอาการข้อบวม แดง หรือเคลื่อนไหวข้อได้น้อยลงอย่างชัดเจน ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ยิ่งถ้ามีไข้ร่วมด้วยห้ามมองข้ามอาการปวดนั้นเด็ดขาด
6 วิธีบรรเทาอาการ ปวดเมื่อยด้วยตัวเอง แบบไม่ใช้ยา

หากอาการปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดกล้ามเนื้อไม่รุนแรง ไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง และไม่มีสัญญาณอันตราย สามารถเริ่มดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อช่วยลดความตึงและให้กล้ามเนื้อมีเวลาฟื้นตัวได้ ดังนี้
1. พักกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนัก
หากอาการเกิดหลังออกกำลังกาย ยกของหนัก หรือใช้กล้ามเนื้อบริเวณเดิมซ้ำ ๆ ควรลดหรือหยุดกิจกรรมที่กระตุ้นให้อาการปวดมากขึ้นชั่วคราว เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อถูกใช้งานต่อเนื่องจนเกิดการระคายเคืองเพิ่ม และเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
2. ประคบอุ่นบริเวณที่ปวดเมื่อย
ความอบอุ่นสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึง รู้สึกผ่อนคลายและช่วยบรรเทาอาการปวดในบางกรณี เหมาะกับอาการเมื่อยหรือตึงกล้ามเนื้อทั่วไป แต่หากบริเวณนั้นมีอาการบวม แดง หรือสงสัยว่าเกิดจากการบาดเจ็บ ควรประเมินสาเหตุก่อนเลือกวิธีดูแล
3. เคลื่อนไหวและยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ
การปวดเมื่อยไม่ได้หมายความว่าต้องนอนนิ่งตลอดเวลา หากยังสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ทำให้อาการแย่ลง ก็สามารถขยับร่างกายหรือยืดกล้ามเนื้อได้ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดความตึงจากการอยู่นิ่งนานเกินไป
4. หลีกเลี่ยงการฝืนออกกำลังกายหนัก
แม้การเคลื่อนไหวเบา ๆ จะช่วยได้ แต่ไม่ควรเร่งกลับไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักทันที โดยเฉพาะหากยังรู้สึกปวดชัดเจน ควรค่อย ๆ เพิ่มการใช้งานเมื่ออาการดีขึ้น และหยุดหากพบว่าความปวดเพิ่มขึ้น
5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ภาวะขาดน้ำสามารถสัมพันธ์กับอาการเมื่อยล้าและปวดกล้ามเนื้อได้ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลพื้นฐาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีไข้ เหงื่อออกมาก หรือกำลังพักฟื้นจากการติดเชื้อ
6. พักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ
หากอาการปวดเมื่อยเกิดร่วมกับไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือการติดเชื้อ การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมหนักในช่วงที่ยังมีไข้ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกปวดเมื่อยทั้งตัว
อย่างไรก็ตาม หากดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ต่อเนื่อง อ่อนแรงมาก หายใจลำบาก หรือข้อบวมแดง ควรหยุดดูแลด้วยตัวเอง และปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมโดยเร็ว
ยาแก้ปวดเมื่อย ใช้อย่างไรไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงต่อตับและไต?

หากการพักผ่อนร่างกายยังไม่ช่วยให้หายปวดเมื่อย อาจพิจารณายาบรรเทาปวดตามความเหมาะสม ซึ่งควรดูจากตัวยาที่เหมาะสมต่ออาการเป็นหลัก เพราะยาหลายผลิตภัณฑ์อาจมีตัวยาชนิดเดียวกันหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกันอยู่ จะได้ไม่ต้องทานยาที่ให้ผลทางด้านการรักษาหรือบรรเทาอาการที่ซ้ำซ้อนกัน
พาราเซตามอล ใช้ลดปวดและลดไข้ได้ แต่ต้องระวังยาซ้ำ
Paracetamol หรือ Acetaminophen สามารถใช้บรรเทาอาการปวดและไข้ได้ แต่การรับประทานมากกว่าขนาดที่กำหนด สามารถทำให้ตับเสียหายได้
สิ่งที่ควรระวัง: ยาแก้หวัดหรือยาผสมบางชนิดอาจมี Paracetamol อยู่แล้ว หากรับประทานร่วมกับ Paracetamol อีกตัวโดยไม่ตรวจฉลาก อาจทำให้ได้รับตัวยาซ้ำโดยไม่รู้ตัว จึงควรอ่านส่วนประกอบของยาทุกครั้ง และใช้ตามขนาดที่ฉลากหรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำ
NSAIDs ไม่ควรรับประทานซ้ำซ้อนกันเอง
ยากลุ่ม Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs เช่น Ibuprofen, Aspirin, Naproxen และยาอื่นในกลุ่มเดียวกัน สามารถใช้ลดอาการปวดและอักเสบได้ในบางกรณี แต่การใช้ NSAIDs หลายตัวพร้อมกันสามารถเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปัญหากระเพาะอาหาร เลือดออก และผลกระทบต่อไต
สิ่งที่ควรระวัง: หากต้องการแก้ปวดเมื่อย ไม่ควรนำยาหลายชนิดมารับประทานพร้อมกันเพียงเพราะชื่อยาแตกต่างกัน ควรตรวจตัวยาสำคัญบนฉลากหรือสอบถามเภสัชกรก่อน
หากเข้าข่ายไข้เลือดออก หลีกเลี่ยง Ibuprofen และ Aspirin
เหตุผลที่ผู้ป่วยที่เข้าข่ายไข้เลือดออก ควรเลี่ยง Ibuprofen และ Aspirin เพราะสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกภายในได้ โดยการดูแลอาการปวดและไข้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม และหากมีอาการเข้าข่ายไข้เลือดออกควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมจะดีที่สุด
ปวดเมื่อยแบบไหนควรไปพบแพทย์?
อาการทั่วไปจากการใช้งานกล้ามเนื้อหรือการติดเชื้อชั่วคราวมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อพักและรักษา ทั้งนี้ ไม่ควรฝืนดูอาการต่อหากมีสัญญาณผิดปกติ เหล่านี้
- มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน
- อาการไม่ดีขึ้นหลังพัก หรือไม่ทราบสาเหตุของอาการปวด
- เมื่อปวดกล้ามเนื้อนานเกินประมาณหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีไข้และอ่อนเพลียต่อเนื่อง
- มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ หรือหายใจลำบาก (ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน)
- มีข้อบวม แดง และเคลื่อนไหวได้น้อยลง
- มีอาการสงสัยไข้เลือดออกร่วมกับปวดท้อง อาเจียนบ่อย เลือดออก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
สำหรับการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หากอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแนวทางรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับการประเมิน
ปวดตัวไม่มาก ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา สิทธิบัตรทองช่วยได้
หากมีอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น อาการไม่รุนแรง และยังไม่มีสัญญาณอันตราย การปรึกษาเภสัชกรด้วยการใช้สิทธิบัตรทองก่อนเลือกซื้อยาสามารถช่วยตรวจสอบได้ทั้งชนิดยา ตัวยาที่ซ้ำกัน โรคประจำตัว และยาที่กำลังใช้อยู่
โครงการนี้ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ซึ่งรวมถึงอาการปวดท้องที่ไม่รุนแรง โดยมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาที่จำเป็น
โดยทุกคนสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] ซึ่งร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส เราเป็นหนึ่งในร้านยาที่เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง
ทั้งนี้ หากต้องการปรึกษาอาการเจ็บป่วย เพื่อให้เภสัชกรประเมินสุขภาพก่อนการรับยา ก็สามารถใช้บริการ Telepharmacy ได้เลย ผ่านฟีเจอร์ ALL PharmaSee ปรึกษาเภสัชจัดส่งยา บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven
ใช้บริการ Telepharmacy คลิกเลย!
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ปวดเมื่อยตามตัว
Q: ปวดทั้งตัวแต่ไม่มีไข้ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
A: อาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือยาบางชนิดได้ หากพักแล้วไม่ดีขึ้น อาการรุนแรงขึ้น หรือหาสาเหตุไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
Q: ไข้หวัดกับไข้หวัดใหญ่ แบบไหนปวดตัวมากกว่ากัน?
A: ไข้หวัดใหญ่มักทำให้มีไข้ หนาวสั่น และอาการปวดตามร่างกายเด่นกว่าไข้หวัดธรรมดา ซึ่งมักมีน้ำมูก คัดจมูก จาม ไอ และเจ็บคอเป็นอาการหลัก
Q: สามารถกินยาแก้ปวดหลายชนิดพร้อมกันเพื่อให้หายเร็วขึ้นได้ไหม?
A: ไม่ควรเพิ่มหรือผสมยาเอง เพราะยาคนละชื่อการค้าอาจมีตัวยาซ้ำกัน โดยเฉพาะ NSAIDs หลายตัวหรือยาผสมที่มี Paracetamol ควรอ่านฉลากและปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
Q: ปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายควรพักหรือควรขยับ?
A: ควรพักจากกิจกรรมหนัก แต่ยังสามารถเคลื่อนไหวหรือยืดเบา ๆ ได้หากไม่ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้น หากปวดรุนแรง บวม หรืออาการไม่ค่อยดีขึ้น ควรเข้ารับการประเมิน
Q: ยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ใช้แทนยากินได้หรือไม่?
A: ยาทาแก้ปวด สามารถใช้บรรเทาอาการได้ เมื่อมีอาการปวดเฉพาะบริเวณจากการใช้งานกล้ามเนื้อ เช่น ยกของ ออกกำลังกาย หรือนั่งท่าเดิมนาน ๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นการรักษาแทนการรับประทานยากรณีที่อาการปวดรุนแรง หรือมีอาการเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วย
สรุป
อาการปวดเมื่อยตามตัว สามารถเกิดได้ตั้งแต่การใช้กล้ามเนื้อหนัก ความเครียด ไปจนถึงโรคติดเชื้ออย่างไข้หวัดใหญ่ COVID-19 หรือไข้เลือดออก ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการหายามาหยุดอาการปวด แต่ต้องสังเกตด้วยว่าอาการเกิดขึ้นตรงไหน เป็นมานานเท่าไร และมีไข้ ไอ ผื่น เลือดออก หายใจลำบาก หรืออาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่
หากอาการไม่รุนแรง การพัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประคบอุ่น และเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ส่วนการใช้ยา ควรอ่านฉลาก ตรวจสอบตัวยาซ้ำ และหลีกเลี่ยงการผสมยาเอง โดยเฉพาะ NSAIDs หลายชนิดพร้อมกัน
กรณีที่ไม่แน่ใจว่ายาชนิดไหนเหมาะกับอาการปวดของเรา สามารถปรึกษาเภสัชกร ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส เพื่อช่วยประเมินอาการและแนะนำการใช้ยาเบื้องต้นได้ โดยผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถตรวจสอบสิทธิ์ในการรับบริการ ผ่านร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ
ที่มา
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการฟื้นฟูและกายภาพบำบัด จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ยานวดสูตรร้อน รู้ก่อนใช้ แก้ปวดได้หายห่วง จาก หน่วยคลังข้อมูลยา
Why do muscles, joints ache during the flu? จาก Loma Linda University Health
Muscle aches and pains จาก healthdirect
Why does my body ache? จาก MedicalNewsToday
Is it safe to mix aspirin and ibuprofen? จาก MedicalNewsToday
Myalgia (Muscle Pain) จาก Cleveland Clinic
Analgesics Class of Medications (Painkillers & NSAIDs) จาก Cleveland Clinic
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

