ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปวดเปลือกตา คลำดูมีก้อนนูนขึ้นมา หรือบวมแดงจนตาเปิดไม่ได้เต็มที่ อาการเหล่านี้หลายคนคุ้นเคยดีในชื่อตากุ้งยิง ที่มักมาแบบไม่ทันตั้งตัว และทำให้ไม่สบายตัวไปหลายวัน แต่ถ้าถามว่าตากุ้งยิง รักษายังไงให้หายเร็ว ต้องกินยาไหม หรือรอให้หายเองได้เลย? ในความเป็นจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าอาการนั้น อยู่ในระยะไหน หากตากุ้งยิง รักษาได้ถูกวิธีตั้งแต่แรก มักหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากปล่อยทิ้งไว้หรือบีบแกะเอง อาจลุกลามจนต้องให้แพทย์ระบายหนองในที่สุด
ดังนั้นในบทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนทำความเข้าใจเกี่ยวกับตากุ้งยิง ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสาเหตุ อาการเริ่มต้น วิธีดูแลตัวเองที่บ้าน ยาที่ใช้ได้ และสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบจักษุแพทย์แล้ว เพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ตากุ้งยิง เกิดจากอะไร? ทำความเข้าใจสาเหตุก่อนรักษา

สาเหตุตากุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่บริเวณต่อมน้ำมันของเปลือกตา ซึ่งปกติต่อมเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันเพื่อหล่อลื่นผิวดวงตา แต่เมื่อรูเปิดของต่อมเกิดการอุดตัน และมีเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บริเวณนั้นตามปกติเข้าไปเพิ่มจำนวน จึงเกิดการอักเสบและกลายเป็นตุ่มหนองที่เราเรียกว่ากุ้งยิง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- ขยี้ตาด้วยมือที่ไม่สะอาด: เชื้อแบคทีเรียจากมือถ่ายเทสู่เปลือกตาโดยตรง
- ใช้เครื่องสำอางร่วมกัน หรือล้างออกไม่หมด: เครื่องสำอางที่ปนเปื้อนเชื้อโรคสามารถสะสมในต่อมเปลือกตาได้
- ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด: เพิ่มโอกาสนำเชื้อเข้าสู่บริเวณดวงตา
นอกจากที่กล่าวมาด้านบนแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น มีประวัติเป็นตากุ้งยิงซ้ำบ่อย มีภาวะเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) หรือโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว โรซาเซีย หรือรังแคได้อีกด้วย
ลักษณะอาการตากุ้งยิง เป็นแบบไหน? วิธีสังเกตตั้งแต่ระยะแรก

อาการตากุ้งยิงระยะเริ่มต้น ก่อนมีหนอง
ตากุ้งยิงอาการเริ่มต้นมักเริ่มจากความรู้สึกระคายเคือง หรือปวดตึงที่เปลือกตา โดยยังไม่เห็นตุ่มชัดเจน ในระยะนี้หากได้รับการรักษาทันท่วงที มักสามารถหายได้โดยไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝี สำหรับอาการที่พบได้ในระยะแรก ได้แก่
- ปวดหรือตึงที่เปลือกตาเมื่อกลอกตาหรือหลับตา
- บวมแดงเล็กน้อยบริเวณขอบเปลือกตา
- รู้สึกคันหรือเคืองตาผิดปกติ
- น้ำตาไหลมากกว่าปกติ
อาการตากุ้งยิงเมื่อเริ่มมีหนอง
เมื่อการอักเสบดำเนินไปอีกระยะ จะเห็นตุ่มนูนขึ้นมาชัดเจนบนเปลือกตา อาจมีขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วหรือใหญ่กว่า บางรายบวมมากจนตาปิดไม่ได้เต็มที่ หรือมีหนองไหลออกมาจากเปลือกตา ซึ่งหากหนองแตกออกมาในตา จะทำให้มีขี้ตาสีเขียวหรือเหลืองได้
สัญญาณแบบไหนที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์?
แม้ตากุ้งยิงส่วนใหญ่ตากุ้งยิง รักษาหรือดูแลตัวเองได้ที่บ้าน แต่หากมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้น อาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรรีบพบแพทย์ทันที โดยสัญญาณเตือนที่ควรเฝ้าสังเกต มีดังนี้
- ตาบวมมากจนปิดสนิทไม่ได้
- มีหนองหรือเลือดไหลจากตุ่ม
- อาการปวดและบวมเพิ่มขึ้นหลังดูแลตัวเองมา 2–3 วัน
- มีตุ่มน้ำเกิดขึ้นบนเปลือกตา
- เปลือกตารู้สึกร้อน
- การมองเห็นเปลี่ยนแปลงหรือตาพร่ามัว
- เป็นซ้ำบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
ตากุ้งยิง กินยาอะไร และยาหยอดตากุ้งยิง ซื้อใช้เองได้เลยไหม?
กรณีตากุ้งยิง รักษาด้วยตัวเอง แล้วเกิดความสงสัยว่าเราสามารถหายากิน หรือยาหยอดตามาใช้เองได้เลยไหม ต้องมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาต่าง ๆ กันก่อนว่าเป็นยาปกติทั่วไปหรือต้องให้แพทย์สั่ง
ตากุ้งยิง กินยาอะไร?
สำหรับต้องตากุ้งยิง กินยาอะไรนั้น ยาหลักที่แพทย์มักสั่งจ่าย คือ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาหยอดตา ยาป้ายตา และยารับประทาน โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ เว้นว่าหากอาการปวดไม่มาก สามารถรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล 1–2 เม็ด ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการได้
ยาหยอดตากุ้งยิง ซื้อเองได้ไหม?
ยาหยอดตากุ้งยิงที่เป็นยาปฏิชีวนะ จัดเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อใช้เองโดยไม่ได้รับการตรวจ เพราะการเลือกชนิดยาและระยะเวลาการใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการดื้อยาหรืออาการแย่ลงได้ ทางที่ดีที่สุดคือให้แพทย์หรือจักษุแพทย์ตรวจและสั่งยาให้
ตากุ้งยิง หายเองได้ไหม และใช้เวลานานแค่ไหน?
ตากุ้งยิง หายเองได้ไหม? ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับกรณีที่เกิด โดยเฉพาะในระยะแรกที่ยังไม่มีหนอง ตากุ้งยิงมักจะค่อย ๆ ยุบตัวเองภายใน 1–2 สัปดาห์ หากดูแลตัวเองด้วยการประคบอุ่นอย่างสม่ำเสมอและรักษาความสะอาด
อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ตากุ้งยิง รักษาเองแล้วไม่หาย เช่น เมื่อหนองรวมตัวเป็นฝีขนาดใหญ่ หรือมีการอักเสบรุนแรงรอบดวงตา ซึ่งในกรณีเหล่านี้จำเป็นต้องให้จักษุแพทย์ผ่าระบายหนอง โดยแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนเสมอ ผู้ป่วยจึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ หลังเจาะแพทย์มักปิดตาไว้ประมาณ 4–6 ชั่วโมง และไม่ควรขับรถในช่วงนั้น
2 วิธีรักษาตากุ้งยิง ทำได้เองที่บ้าน
หากเป็นในอาการที่ระดับไม่รุนแรงมาก ตากุ้งยิง รักษาเองได้ที่บ้าน ด้วยวิธีการดูแลเบื้องต้นอย่างการประคบอุ่น ร่วมกับการดูแลความสะอาดเปลือกตามากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ โดยรายละเอียดการดูแลตัวเองทั้ง 2 วิธีสามารถทำได้ดังนี้
1. ตากุ้งยิง รักษาเอง ด้วยการประคบอุ่น

วิธีรักษาตากุ้งยิงเบื้องต้นที่แนะนำโดยจักษุแพทย์ และได้รับการยืนยันจากหลายสถาบันการแพทย์ เริ่มด้วยการประคบอุ่นบริเวณที่เป็น โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น หรือไข่ต้มสุกห่อผ้าสะอาด ประคบบริเวณเปลือกตา วันละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 15–20 นาที ติดต่อกัน 3–4 วัน
โดยความอุ่น จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในบริเวณนั้น ช่วยให้รูเปิดของต่อมเปิดออก และช่วยเร่งให้หนองสลายตัวเร็วขึ้นโดยธรรมชาติ ทั้งนี้ขณะประคบให้หลับตาไว้เสมอ
2. ดูแลความสะอาดเปลือกตา ลดการติดเชื้อซ้ำ

นอกจากการประคบอุ่นแล้ว ยังมีเรื่องการดูแลความสะอาดบริเวณเปลือกตา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการรักษาตากุ้งยิง โดยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติตามดังนี้
- ล้างมือให้สะอาด: ทุกครั้งก่อนสัมผัสบริเวณดวงตา
- งดแต่งหน้าหรือทาเครื่องสำอาง: บริเวณตาจนกว่าจะหายสนิท
- งดใส่คอนแทคเลนส์: ระหว่างที่มีอาการ
- ห้ามบีบหนองเอง: เพราะจะทำให้การอักเสบลุกลามและเสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม
6 วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันตากุ้งยิง
รู้วิธีรักษาแล้ว ก็ควรรู้วิธีป้องกันไม่ให้ตากุ้งยิงกลับมาเป็นซ้ำด้วย เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ ล้วนมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่สามารถปรับตัวได้ไม่ยาก
- ล้างมือก่อนสัมผัสบริเวณดวงตาทุกครั้ง ไม่ว่าจะขยี้ตา ใส่ ถอดคอนแทคเลนส์ หรือแต่งหน้า
- ล้างเครื่องสำอางออกให้หมดทุกคืนก่อนนอน โดยเฉพาะมาสคาร่าและอายไลเนอร์ที่อุดรูต่อมน้ำมันได้ง่าย
- ไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น รวมถึงเปลี่ยนเครื่องสำอางบริเวณตาทุก 3–6 เดือน แม้จะยังใช้ไม่หมด
- ดูแลสุขอนามัยของคอนแทคเลนส์อย่างเคร่งครัด ล้างมือก่อนใส่หรือถอดทุกครั้ง ไม่ใส่นานเกินกำหนด และไม่ใส่ขณะนอนหลับ
- ไม่ขยี้ตาแม้จะรู้สึกคัน ให้กระพริบตาหรือเลือกล้างตาด้วยน้ำสะอาดแทน
- ทำความสะอาดเปลือกตาเป็นประจำ สำหรับคนที่เป็นตากุ้งยิงซ้ำบ่อยครั้ง ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำอุ่น หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเปลือกตาโดยเฉพาะ
เมื่อเรารู้วิธีการป้องกันแล้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดตากุ้งยิงได้มากขึ้น ผ่านการปรับพฤติกรรมตามวิธีการที่แนะนำไปทั้งหมด 6 ข้อ แต่หากเกิดอาการระคายเคืองบริเวณเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง โดยที่ยังไม่แน่ชัดว่านั่นคืออาการของโรคอะไร สามารถอ่านข้อมูลการเปรียบเทียบระหว่างตากุ้งยิงกับซีสต์เปลือกตา ที่มีลักษณะคล้ายกันจนอาจทำให้หลายคนสับสนได้จากหัวข้อถัดไป
ตากุ้งยิง VS ซีสต์เปลือกตา (Chalazion) ต่างกันตรงไหน?
หลายคนที่เกิดความสับสน ระหว่างตากุ้งยิงกับซีสต์เปลือกตา (Chalazion) เพราะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองอาการนี้แตกต่างกัน รวมถึงตากุ้งยิง รักษาด้วยวิธีการที่อาจต่างกันกับซีสต์เปลือกตาด้วย
| หัวข้อ | ตากุ้งยิง | ซีสต์เปลือกตา (Chalazion) |
|---|---|---|
| สาเหตุ | ติดเชื้อแบคทีเรียที่ต่อมน้ำมัน | ต่อมน้ำมันอุดตัน ไม่มีการติดเชื้อ |
| ตำแหน่ง | ขอบเปลือกตาใกล้ขนตา | ลึกเข้าไปในเปลือกตามากกว่า |
| อาการเจ็บปวด | เจ็บและปวดชัดเจน | มักไม่เจ็บหรือเจ็บน้อยมาก |
| ลักษณะ | ตุ่มแดง มีหนอง | ก้อนแข็ง ไม่แดงมาก |
| การหายเอง | หายได้เองใน 1–2 สัปดาห์ | อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงเดือน |
| การรักษา | ประคบอุ่น ยาปฏิชีวนะ หรือระบายหนอง | ประคบอุ่น หรือต้องผ่าตัดในบางราย |
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการตากุ้งยิง
สำหรับผู้ที่มีอาการตากุ้งยิงและต้องการปรึกษาเภสัชกร เพื่อรับคำแนะนำในเบื้องต้น สามารถใชสิทธิบัตรทองรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ โดยมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษาและจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่าน ALL PharmaSee บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ ตากุ้งยิง รักษา
Q: ตากุ้งยิง กับ ตาแดง แตกต่างกันอย่างไร?
A: ตากุ้งยิงเป็นตุ่มหนองที่เกิดเฉพาะที่เปลือกตา ส่วนตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คือการอักเสบของเยื่อบุตาขาว ทำให้ตาขาวแดงทั้งดวง มีขี้ตา และแสบตา สองอาการนี้สาเหตุและวิธีรักษาต่างกัน แต่บางครั้งอาจเกิดพร้อมกันได้ หากไม่แน่ใจกับอาการที่เป็นอยู่ ควรให้แพทย์ช่วยวินิจฉัยดีที่สุด
Q: ตากุ้งยิงในเด็กเล็ก ดูแลรักษาต่างจากผู้ใหญ่ไหม
A: การดูแลเบื้องต้นเหมือนกัน เน้นการประคบอุ่น รักษาความสะอาดบริเวณรอบดวงตาเป็นพิเศษ แต่ในเด็กเล็กต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากมีโอกาสที่จะเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัวได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งมีโอกาสทำให้อาการลุกลามได้เร็ว รวมถึงไม่ควรให้เด็กใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ผ่านการตรวจจากกุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์เด็กก่อน
Q: ตากุ้งยิงหายแล้ว แต่งหน้าได้ปกติเลยไหม
A: ควรรอให้อาการตากุ้งยิง รักษาหายสนิทอย่างน้อย 1-2 วัน ก่อนกลับมาแต่งหน้าตามปกติ และแนะนำว่าเครื่องแต่งหน้าที่ใช้กับบริเวณรอบดวงตาก่อนหน้านี้ ให้ทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่ยกชุด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน จนมีโอกาสเป็นสาเหตุให้เกิดตากุ้งยิงซ้ำได้หากยังใช้ต่อไป
Q: ตากุ้งยิงหากเป็นตอนตั้งครรภ์ ใช้ยาหยอดหรือกินยาได้ปกติไหม
A: สามารถดูแลรักษาอาการตากุ้งยิงได้ด้วยการประคบอุ่นตามปกติ แต่สำหรับการใช้ยาหยอดหรือยากินที่เป็นยาปฏิชีวนะ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือจักษุแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากยาบางชนิดไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในบางช่วง
Q: ตากุ้งยิง ติดต่อกันได้ไหม ใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกันได้ไหม?
A: ตากุ้งยิงโดยตรงไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุอาจแพร่กระจายผ่านการสัมผัสได้ในปริมาณน้อย ดังนั้นไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู หรือเครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น และควรล้างปลอกหมอนบ่อย ๆ ระหว่างที่มีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
สรุป ตากุ้งยิง รักษา อย่างไรให้หายเร็ว
ตากุ้งยิงเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมักไม่รุนแรง แต่การดูแลที่ถูกวิธีตั้งแต่แรกจะช่วยให้หายเร็วและไม่ลุกลาม สิ่งที่ควรทำเมื่อสังเกตว่าเริ่มเป็น ได้แก่ ประคบอุ่นทันที วันละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 15–20 นาที พยายามรักษาความสะอาดงดแต่งหน้า งดคอนแทคเลนส์ ล้างมือก่อนสัมผัสตา
ที่สำคัญห้ามบีบหรือแกะเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจทำให้อักเสบมากขึ้น กรณีที่ดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 2–3 วัน หรือมีสัญญาณรุนแรง ควรรับเข้าพบแพทย์ทันที
ที่มา
รู้ทันตากุ้งยิง! จากตุ่มเล็ก ๆ สู่ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ตากุ้งยิง จาก ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
How to Get Rid of a Stye Overnight: Relief & Next Steps for Women จาก Ubiehealth
Stye จาก Cleveland Clinic
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

