โรคฝีดาษลิง อาการ สัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน

โรค ฝีดาษ ลิง อาการ สัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส

โรคฝีดาษลิง อาการ กลายเป็นคำที่หลายคนเริ่มค้นหามากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากยังคงมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในข่าวด้านสุขภาพและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้ จะพามาทำความรู้จัก และเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับ โรคฝีดาษลิง อาการ สัญญาณเตือน และแนวทางป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถสังเกตตัวเองได้ตั้งแต่เนิ่นและป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น รวมถึงวิธีรับมือ มาฝากกัน 

 

ทำความรู้จักกับ โรคฝีดาษลิง อาการเบื้องต้น 

 

ทำความรู้จักกับ โรคฝีดาษลิง อาการเบื้องต้น eXta Plus

 

โรคฝีดาษลิง (Monkey Pox หรือ Mpox)เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส Orthopoxvirus ซึ่งพบครั้งแรกในทวีปแอฟริกาเมื่อนานมาแล้วในอดีต ก่อนที่จะเริ่มกระจายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ จากการเดินทาง การค้าขายสัตว์ป่า และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ 

ซึ่งอาการเบื้องต้นของการติดฝีดาษลิง มักจะปรากฏภายใน 5–21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ๆ คือ  

 

1. ฝีดาษลิงอาการเริ่มแรก (Prodromal stage) 

  • ผู้ป่วยจะรู้สึกมีไข้สูงเฉียบพลัน 
  • หนาวสั่น 
  • ปวดศีรษะรุนแรง 
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและหลัง 
  • ต่อมน้ำเหลืองโต (ซึ่งเป็นอาการสำคัญที่ต่างจากโรคอีสุกอีใส) 

 

2. ระยะผื่น (Rash stage)

โดยหลังจากมีไข้ราวประมาณ 1–3 วัน จะเริ่มมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งลักษณะของตุ่มฝีดาษ ลิงจะเปลี่ยนไปตามลำดับ ดังนี้ 

1.เกิด ผื่นราบ (Macules)
2. กลายเป็น ผื่นนูน (Papules)
3. พัฒนาเป็น ตุ่มน้ำใส (Vesicles)
4. เปลี่ยนเป็น ตุ่มหนอง (Pustules)
5. สุดท้ายจะแห้งและกลายเป็นสะเก็ด (Scabs) 

ซึ่งโดยทั่วไป อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 24 สัปดาห์ และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ก็มีบางรายที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 

 

โรคฝีดาษลิง มีสัญญาณอาการ อย่างไร?  

 

โรคฝีดาษลิง มีสัญญาณอาการ อย่างไร? eXta Plus

 

เมื่อพูดถึง โรคฝีดาษลิง อาการ ที่พบบ่อย มักจะแสดงออกอย่างต่อเนื่องและมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากโรคผื่นทั่วไป โดยสามารถอธิบายได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้ 

 

1. ไข้สูงเฉียบพลัน

ผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงมักเริ่มต้นด้วยไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส อาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย ไข้นี้มักไม่ลดลงง่าย และอยู่ต่อเนื่องหลายวัน ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่บ่งชี้ว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อเชื้อไวรัส 

2. ต่อมน้ำเหลืองโต

ลักษณะเด่นของโรคฝีดาษลิง อาการที่ต่างจากโรคผื่นอื่น ๆ เช่น อีสุกอีใส คือการที่ต่อมน้ำเหลืองโตชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจคลำพบก้อนนูนหรือรู้สึกเจ็บเมื่อกดบริเวณดังกล่าว 

3. อ่อนเพลียและปวดเมื่อยทั่วร่างกาย

อาการนี้มักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหมดแรง ไม่สดชื่น คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดข้อ โดยความอ่อนเพลียอาจรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 

4. ผื่นหรือตุ่มตามผิวหนัง

หลังจากมีไข้ประมาณ 1–3 วัน จะเริ่มเกิดผื่นขึ้น โดยปกติจะเริ่มจากใบหน้า แล้วค่อย ๆ ลามไปตามลำตัว แขน ขา และฝ่ามือฝ่าเท้า ลักษณะผื่นมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับอย่างเป็นขั้นตอน ได้แก่ ผื่นราบผื่นนูนตุ่มน้ำใสตุ่มหนองสะเก็ดแห้ง จุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ช่วยบ่งบอกได้ชัดว่าเป็นฝีดาษลิง 

5. อาการทางระบบหายใจ

นอกจากผื่นและไข้แล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก หากเชื้อกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งในกรณีนี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กความรุนแรงของโรค 

 

ฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากไหนได้บ้าง? 

การติดต่อของโรคฝีดาษลิง เกิดจากการ ติดเชื้อไวรัส Orthopoxvirus โดยมีเส้นทางการแพร่เชื้อหลายรูปแบบ ได้แก่ 

  1. การสัมผัสโดยตรง เช่น การสัมผัสผื่นหรือตุ่มของผู้ป่วย หรือการสัมผัสของเหลวจากตุ่มหนองหรือเลือด 
  2. การติดต่อผ่านสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ จาม หรือการพูดคุยใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน 
  3. การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรือของใช้ส่วนตัวที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่ 
  4. การติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ซึ่งคนเราสามารถติดเชื้อโรคฝีดาษลิงได้ จากการสัมผัสสัตว์ป่าที่เป็นพาหะ เช่น ลิง หนู หรือกระรอก หรือรวมไปถึงการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ปรุงไม่สุก 

 

หากเป็น โรคฝีดาษลิง อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่ก็มี อาการบางอย่างที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ 

  • ไข้สูงไม่ลดหลัง 3 วัน 
  • ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ 
  • มีผื่นหรือตุ่มจำนวนมากและกระจายรวดเร็ว 
  • อาการหายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก หรือหอบเหนื่อย 
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก 

การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายได้ 

 

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเป็น โรคฝีดาษลิง

 

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเป็น โรคฝีดาษลิง ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส

 

เมื่อสงสัยว่าตนเองติดเชื้อ หรือได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคฝีดาษลิง การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และช่วยให้อาการไม่ลุกลามจนรุนแรง โดยสิ่งที่ควรระวังมีดังนี้ 

 

1. แยกตัวออกจากผู้อื่น

ผู้ที่เป็น โรคฝีดาษลิง หรือเริ่มรู้สึกเริ่มมีอาการ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรแยกห้องนอน ห้องน้ำ และพื้นที่ใช้สอยออกจากสมาชิกในครอบครัวให้มากที่สุด  

เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการออกไปในที่สาธารณะจนกว่าอาการจะหายดี 

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง

เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย หากติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เช่น กอด หอม หรือใช้ของร่วมกัน 

3. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เครื่องใช้ในครัว หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ อาจมีเชื้อไวรัสตกค้าง หากผู้ป่วยใช้ร่วมกับผู้อื่นจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ ดังนั้นควรแยกของใช้ให้ชัดเจน และทำความสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง 

4. ทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่ใช้ประจำ

เชื้อฝีดาษลิงสามารถอยู่บนพื้นผิวและสิ่งแวดล้อมได้ระยะหนึ่ง ควรเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง โดยเฉพาะสิ่งของที่สัมผัสบ่อย เช่น ลูกบิดประตู รีโมตคอนโทรล หรือโต๊ะทำงาน 

5. ล้างมือบ่อย ๆ

การล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์เจลที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันการแพร่เชื้อที่ง่ายและได้ผลมาก  

โดยควรล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังสัมผัสผื่นหรือตุ่มบนร่างกาย 

 

วิธีดูแล ป้องกัน และรักษาโรคฝีดาษลิง

 

วิธีดูแล ป้องกัน และรักษาโรคฝีดาษลิง

 

ปัจจุบันยัง ไม่มียารักษาโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ การรักษาหลักจึงเน้นไปที่การประคับประคองอาการ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยวิธีดูแลรักษามีดังนี้ 

1. ให้ยาลดไข้ 

  • โดยใช้ยาสามัญประจำบ้าน เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย 
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพรินในเด็ก เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะ Reye’s syndrome

2.ดื่มน้ำมาก ๆ 

  • การดื่มน้ำสะอาดเพียงพอช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไข้สูงและเสียเหงื่อมาก 
  • แนะนำให้จิบน้ำบ่อย ๆ หรือเสริมด้วยเกลือแร่หากร่างกายอ่อนเพลียมาก 

3. พักผ่อนให้เพียงพอ 

  • ร่างกายต้องใช้พลังงานในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส 
  • ควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 7–9 ชั่วโมงต่อวัน และหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก 

4. ใช้ยาทาภายนอกเพื่อลดอาการคัน 

  • ครีมทาผิวหรือโลชั่นลดอาการคันสามารถช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวจากตุ่มผื่น 
  • ไม่ควรเกา เพราะอาจทำให้ตุ่มแตกและเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการ เวียนศีรษะ ปวดหัว  

สำหรับผู้ที่มี โรคฝีดาษลิง หรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อ สามารถเข้ารับการตรวจและรักษาได้ที่โรงพยาบาลภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) นอกจากนี้ หากมีอาการทั่วไป เช่น ไข้ ปวดหัว หรือเจ็บคอ สามารถเข้ารับคำแนะนำจากเภสัชกรที่ร้านยาคุณภาพในโครงการสิทธิบัตรทองเพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

ซึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee 

ทั้งนี้ หากมีอาการรุนแรงของโรคฝีดาษลิง เช่น ไข้สูงไม่ลด ผื่นลุกลาม หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพื่อรับการดูแลอย่างปลอดภัยและครอบคลุมสิทธิประโยชน์ตามสิทธิบัตรทอง 

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!

 

คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ โรคฝีดาษลิง อาการ 

Q: โรคฝีดาษลิงรุนแรงหรือไม่? 

A: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถหายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ควรระวังภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ 

Q: โรคฝีดาษลิง อาการต่างจากอีสุกอีใสอย่างไร? 

A: ฝีดาษลิงจะมีต่อมน้ำเหลืองโตอย่างชัดเจน และผื่นจะพัฒนาเป็นลำดับขั้น ต่างจากอีสุกอีใสที่ผื่นขึ้นแบบไม่เป็นระเบียบ 

Q: สาเหตุโรคฝีดาษลิง เกิดจากเชื้อไวรัสที่มาจากลิงโดยเฉพาะไหม?  

A: ไม่ได้เกิดจากลิงโดยตรง แต่เกิดจากไวรัส Orthopoxvirus ซึ่งมีรังโรคในสัตว์ฟันแทะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก รวมถึงลิงด้วย   

Q: โรคฝีดาษลิงรักษาหายขาดหรือไม่? 

A: ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ยังไม่มีตัวยาเฉพาะเจาะจง การดูแลสุขภาพและป้องกันการแพร่เชื้อเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

Q: หากสัมผัสผู้ป่วย ต้องทำอย่างไร? 

A: ควรเฝ้าสังเกตอาการตนเอง 21 วัน หากมีไข้หรือผื่นให้รีบพบแพทย์ 

 

สรุป 

อาการของ โรคฝีดาษลิง มักเริ่มจากไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต และเกิดผื่นหรือตุ่มที่พัฒนาตามลำดับขั้น ดังนั้น การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยให้สามารถควบคุมโรคและลดการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ที่มา 

Mpox จาก World Health Organization (WHO) 

Monkeypox (Mpox): Symptoms, Spread, and Prevention จาก UK National Health Service (NHS) 

Factsheet for health professionals on mpox จาก ECDC

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก