เชื้อราผิวหนังรักษายังไง แนะนำวิธีใช้ยา ป้องกันเชื้อดื้อยา

เชื้อราผิวหนังรักษายังไง แนะนำวิธีใช้ยา ป้องกันเชื้อดื้อยา

อาการคันยิบ ๆ ตามง่ามนิ้ว ข้อพับ หรือใต้ร่มผ้า เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้ใครหลายคน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทยที่เป็นปัจจัยกระตุ้นชั้นดีให้เกิด เชื้อรา ผิวหนัง ได้ง่าย ๆ 

ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา หรือซื้อยามาใช้แบบผิด ๆ ก็อาจนำไปสู่ภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังและปัญหาเชื้อดื้อยาที่รักษาได้ยากกว่าเดิม ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ เชื้อราผิวหนังรักษายังไง พร้อมแนะนำวิธีดูแล และการใช้ยาทาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา มาฝากกัน 

 

เชื้อรา ผิวหนัง คืออะไร? 

 

รูปเชื้อราผิวหนัง ที่มีการอักเสบบริเวณมือ

 

เชื้อราผิวหนัง คือ การติดเชื้อจุลชีพกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า เชื้อรา (Fungi) บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) รวมถึงโครงสร้างที่เป็นเคราตินอย่างเส้นผมและเล็บ โดยปกติแล้ว เชื้อราเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งในดิน ในสัตว์ หรือแม้แต่บนร่างกายมนุษย์ในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่ก่อโรค 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผิวหนังเผชิญกับสภาวะที่เหมาะสม เช่น ความอับชื้นสะสม ความร้อนสะสมจากเหงื่อ หรือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี สภาวะเหล่านี้จะกลายเป็น “แหล่งบ่มเพาะ” ชั้นดีที่ช่วยให้เชื้อราแบ่งตัวรวดเร็วผิดปกติ จนรุกรานเข้าสู่ชั้นผิวหนังและหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยสลายเซลล์ผิวเพื่อใช้เป็นอาหาร 

 

อาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเผชิญกับเชื้อรา ผิวหนัง 

เมื่อเชื้อราเริ่มรุกราน ผิวหนังจะตอบสนองด้วยการอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือน ดังนี้

 

  • ผื่นแดงลักษณะเฉพาะ: มักปรากฏเป็นวงกลมหรือวงรี (Ringworm) โดยขอบของผื่นจะนูนแดงชัดเจนและดูอักเสบมากกว่าบริเวณตรงกลางวง 
  • อาการคันรุนแรง: เป็นลักษณะเด่นที่สร้างความรำคาญใจ โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกหรืออยู่ในที่อากาศร้อน อาการคันจะทวีความรุนแรงขึ้น 
  • ผิวลอกและขุย: ผิวบริเวณที่ติดเชื้อจะเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด หรือลอกออกเป็นแผ่นสีขาวขุ่น 
  • การแพร่กระจาย: หากไม่รีบรักษา ผื่นจะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ หรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายจากการเกาแล้วไปสัมผัสจุดอื่น 

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อราผิวหนัง

 

ภาพคนเป็นเชื้อราผิวหนัง ที่มีลักษณะผื่นคันแดง

 

นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเมืองไทยที่เป็นตัวกระตุ้นหลักแล้ว ยังมีปัจจัยรายล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงอีกหลายประการที่ทำให้ เชื้อรา ผิวหนัง สามารถรุกรานร่างกายเราได้ง่ายขึ้น ดังนี้  

 

1. พฤติกรรมส่วนตัวและสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม  

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดความอับชื้นสะสม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราโปรดปราน 

  • การใส่เสื้อผ้าซ้ำ: โดยเฉพาะชุดชั้นในหรือถุงเท้าที่ปนเปื้อนเหงื่อและเซลล์ผิวหนังตายแล้ว ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ 
  • การดูแลผิวหลังอาบน้ำ: การไม่เช็ดตัวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ซอกนิ้วเท้า หรือใต้ร่มผ้า ทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ยและติดเชื้อง่ายขึ้น 
  • การสวมรองเท้าปิดทึบ: การใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เท้าอับชื้นและเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้ง่าย 

 

2. การสัมผัสเชื้อโดยตรง  

เชื้อราสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัส ซึ่งรวมถึง 

  • จากคนสู่คน: การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว หวี หรือเสื้อผ้า กับผู้ที่มีเชื้อราอยู่แล้ว 
  • จากสัตว์สู่คน: โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอย่าง “แมว” หรือสุนัขที่เป็นโรคเชื้อรา (Ringworm) หากเราไปอุ้มหรือสัมผัสโดยไม่ล้างมือให้สะอาด เชื้อจะแพร่กระจายสู่ผิวหนังเราทันที 

 

3. สภาพแวดล้อมและสถานที่สาธารณะ 

สถานที่ที่มีความชื้นแฉะและมีการใช้งานร่วมกันเป็นจำนวนมาก มักเป็นแหล่งกบดานของสปอร์เชื้อรา: 

  • พื้นที่เปียกขัง: เช่น ห้องน้ำรวมในฟิตเนส ห้องอาบน้ำสาธารณะ หรือขอบสระว่ายน้ำ 
  • การเดินเท้าเปล่า: การเดินบนพื้นเปียกในที่สาธารณะทำให้เท้าสัมผัสกับเชื้อราที่ตกค้างอยู่บนพื้นได้โดยตรง 

 

4. ภาวะสุขภาพและระบบภายในร่างกาย 

ปัจจัยภายในร่างกายมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวหนังสูญเสียความสามารถในการต้านทานเชื้อ: 

  • ภาวะเหงื่อออกมาก (Hyperhidrosis): ผู้ที่มีเหงื่อออกตลอดเวลาจะมีความชื้นบนผิวหนังสูงกว่าปกติ ทำให้เกิด เชื้อราในร่มผ้า ได้บ่อยครั้ง 
  • โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผิวหนังจะมีสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรากลุ่มยีสต์ (Candida) เนื่องจากน้ำตาลคือแหล่งพลังงานชั้นดีของเชื้อเหล่านี้ 
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอหรือใช้ยาบางชนิดติดต่อกันนานๆ จะทำให้กลไกการป้องกันเชื้อโรคตามธรรมชาติลดลง 

 

ประเภทเชื้อราผิวหนัง มีอะไรบ้าง? 

การรู้จักประเภทของเชื้อราจะช่วยให้เราเลือก ยารักษาเชื้อราผิวหนัง ได้ตรงจุด 

  1. กลุ่มกลาก (Dermatophytes): เชื้อกลุ่มนี้กินเคราตินในผิวหนังเป็นอาหาร มักทำให้ผิวหนังเป็นวงแดง มีขุย และคันมาก 
  2. กลุ่มเกลื้อน (Pityriasis Versicolor): เกิดจากเชื้อราประเภทสะเก็ดเงิน (Malassezia) มักพบในคนหน้ามันหรือเหงื่อเยอะ ทำให้ผิวเปลี่ยนสีเป็นดวงๆ 
  3. กลุ่มแคนดิดา (Candida): เป็นเชื้อรากลุ่มยีสต์ มักเกิดในบริเวณที่เปียกแฉะตลอดเวลา เช่น ซอกนิ้ว หรือ เชื้อราในร่มผ้า 

 

หัวข้อเปรียบเทียบ โรคกลาก โรคเกลื้อน การติดเชื้อแคนดิดา
ลักษณะผื่น วงกลม ขอบแดงชัด ขุยสีขาว ดวงเล็กๆ สีขาว/ชมพู/เทา ผื่นแดงสด แฉะ มีตุ่มหนองรอบขอบ
อาการคัน คันมาก โดยเฉพาะตอนเหงื่อออก คันเล็กน้อย หรือไม่คันเลย คันและแสบร้อน
บริเวณที่พบบ่อย ทุกส่วนของร่างกาย, ศีรษะ หลัง, หน้าอก, ต้นแขน ข้อพับ, ใต้ร่มผ้า, ปาก

ตารางแยกประเภทเชื้อราผิวหนังเบื้องต้น

 

โรคพบบ่อย ที่เกิดจากเชื้อราผิวหนัง มีกี่ชนิด? 

หากคุณกำลังสำรวจร่างกายแล้วสงสัยว่า โรคผิวหนัง จะมีอะไรบ้างที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ลองเช็กจากลิสต์โรคยอดฮิตที่เกิดจากเชื้อรา ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส รวบรวมมาให้ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะเด่นและบริเวณที่พบแตกต่างกันดังนี้ 

 

1. โรคน้ำกัดเท้า (Tinea Pedis 

 

ภาพโรคน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อราผิวหนัง

 

หรือที่หลายคนเรียกว่า “ฮ่องกงฟุต” เป็นโรคเชื้อราเท้าที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน หรือเดินลุยน้ำขัง 

  • ลักษณะ: เริ่มจากอาการคันตามง่ามนิ้วเท้า ผิวหนังเริ่มเปื่อยยุ่ย ขาวซีด และลอกออกเป็นแผ่น 
  • บริเวณที่พบ: ง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า 
  • การดูแล: ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งหลังโดนน้ำ ทายาฆ่าเชื้อราบริเวณแผลอย่างต่อเนื่อง 
  • คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: หากมีอาการอักเสบ พุพอง หรือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อใช้ยาที่เหมาะสม 

 

2. โรคสังคัง (Tinea Cruris)  

 

ชายเอเชียกำลังคันบริเวณขาหนีบจากโรคสังคัง

 

ถือเป็นหนึ่งในอาการ เชื้อราในร่มผ้า ที่สร้างความลำบากใจมากที่สุด มักเกิดจากการสวมใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป หรือกางเกงยีนส์ที่ระบายอากาศได้น้อย 

  • ลักษณะ: ผื่นแดงคัน ขอบผื่นนูนแดงชัดเจน มักคันมากขึ้นเมื่อมีเหงื่อออก หากปล่อยไว้นานผื่นอาจขยายวงกว้างและมีสีเข้มขึ้น 
  • บริเวณที่พบ: ขาหนีบ รอบอวัยวะเพศ ซอกพับผิวหนัง และแก้มก้น 
  • การดูแล: ทายาฆ่าเชื้อราผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยนมาสวมใส่กางเกงผ้าที่โปร่งสบาย ไม่รัดแน่น 
  • คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการสวมใส่กางเกงที่ระบายอากาศได้น้อย เช่น กางเกงยีนส์หนาๆ ในขณะที่มีอาการ และไม่ควรใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น 

 

3. โรคกลากตามตัว (Tinea Corporis)  

 

ชายหนุ่มเอเชียมีผื่นแพ้ที่ขาจากอาการคันผิวหนังแห้งกลากผิวหนังอักเสบ

 

สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่แขน ขา ลำตัว หน้าอก ไปจนถึงใบหน้า 

  • ลักษณะ: ผื่นวงกลมขอบแดงชัดเจนคล้ายเหรียญบาท (Ringworm) ตรงกลางมีสีจางกว่าขอบ มักมีขุยหรือตุ่มน้ำพองเล็ก ๆ ล้อมรอบ  
  • บริเวณที่พบ: ลำตัว หน้าอก แขน ขา และใบหน้า 
  • การดูแล: ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ ทายาฆ่าเชื้อราให้ครอบคลุมบริเวณที่เป็นและรอบๆ วงผื่น 
  • คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: ไม่ควรเกาบริเวณผื่น เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ง่าย 

 

4. โรคเชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis)  

 

ภาพโรคเชื้อรา บริเวณผิวเล็บ

 

เป็นจุดที่รักษายากและใช้เวลานานที่สุด เนื่องจากเชื้อราฝังตัวอยู่ในเนื้อเล็บที่แข็ง 

  • ลักษณะ: เล็บเปลี่ยนสี (เหลือง ขาว หรือน้ำตาล) ผิวเล็บขรุขระ หนาตัวผิดรูป และเปราะหักง่าย ในบางรายเล็บอาจแยกตัวออกจากเนื้อ 
  • บริเวณที่พบ: เล็บมือและเล็บเท้า 
  • การดูแล: รักษาความสะอาดของมือและเท้า ตัดเล็บให้สั้นพอประมาณ และรักษาความแห้งอยู่เสมอ 
  • คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: เป็นจุดที่รักษายากและใช้เวลานาน การใช้ยาทาทั่วไปอาจเห็นผลช้า แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาทาเชื้อราเล็บชนิดพิเศษหรือยาทานร่วมด้วย 

 

5. โรคเกลื้อน (Tinea Versicolor)  

 

ภาพโรคเกลื้อน จุดเล็ก ๆ บริเวณแผ่นหลัง

 

แม้จะเกิดจากเชื้อราคนละกลุ่มกับกลาก แต่ก็พบได้บ่อยมากในคนไทยที่เหงื่อเยอะ 

  • ลักษณะ: ดวงเล็ก ๆ หลายดวงรวมกัน มีสีขาวซีด ชมพู หรือน้ำตาลจาง ๆ มักไม่มีอาการคัน หรือคันเพียงเล็กน้อยเมื่อมีเหงื่อออก 
  • บริเวณที่พบ: แผ่นหลัง หน้าอก ต้นแขน และใบหน้า 
  • การดูแล: รักษาความสะอาดของร่างกาย ไม่ปล่อยให้ผิวหนังอับชื้น ทายาหรือใช้แชมพูยาที่มีส่วนผสมของตัวยาฆ่าเชื้อรา 
  • คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: เกลื้อนมักหายแล้วทิ้งรอยด่างขาวไว้ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าสีผิวจะกลับมาสม่ำเสมอ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากเกินไปในระหว่างรักษา 

Tip: หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง การเริ่มใช้ยาทา หรือ ยารับประทานที่ช่วยรักษาอาการจากเชื้อรา ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้หายไวขึ้นและลดโอกาสการเป็นซ้ำได้ 

 

วิธีดูแลป้องกัน และรักษาเชื้อราผิวหนังอย่างถูกต้อง

การจะรักษาให้หายขาดต้องอาศัยทั้งการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

 

1. การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม

  • ยาทาเชื้อรา: สำหรับผื่นบริเวณกว้างไม่มาก แนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม ClotrimazoleKetoconazole หรือ Terbinafine ทาวันละ 1-2 ครั้ง อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ ตามฉลากยาและคำแนะนำแพทย์ 
  • ยาทาแก้คันผิวหนังอักเสบเชื้อรา: เหมาะกับในรายที่มีอาการอักเสบและคันรุนแรง แพทย์อาจให้ยาที่มีส่วนผสมของสเตอรอยด์อ่อน ๆ ร่วมกับยาฆ่าเชื้อรา แต่ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ เพราะสสเตอรอยด์อาจทำให้เชื้อราลุกลามได้ 
  • ยาเชื้อราผิวหนังแบบกิน: ใช้ในกรณีที่ติดเชื้อบริเวณกว้าง เป็นที่เล็บ หรือที่หนังศีรษะ ซึ่งยาทาซึมเข้าไม่ถึง (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เพราะส่งผลต่อตับ) 

 

2. เทคนิคการทายาเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

หลายคนพลาดตรงที่ “หายคันแล้วหยุดทา” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ เชื้อรา ผิวหนัง กลับมาเป็นซ้ำและดื้อยา 

  • ทายาให้เลยขอบผื่น: ควรทายาออกมาจากขอบผื่นประมาณ 1-2 เซนติเมตร 
  • ทาอย่างต่อเนื่อง: แม้ผื่นจะดูเรียบเนียนหายไปแล้ว ต้องทาต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดตัวสปอร์เชื้อราที่ฝังตัวอยู่ชั้นลึก 

 

3. การดูแลสุขอนามัย

  • แห้งสนิทคือทางรอด: หลังอาบน้ำต้องเช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าและขาหนีบ เพื่อป้องกันการคันตามตัวตอนกลางคืน
  • แยกของใช้: ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าร่วมกับคนในบ้านหากกำลังเป็นโรค 
  • ทำความสะอาดที่พัก: ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าสปอร์เชื้อรา 

 

การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง ศีรษะ 

สำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง ศีรษะ ฯลฯ และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee 

 

ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ เชื้อรา ผิวหนัง  

Q: เชื้อราผิวหนัง กี่วันหาย? 

A: ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าเป็นที่ผิวหนังทั่วไปมักใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นที่เล็บอาจต้องรักษานาน 3-6 เดือน ดังนั้นต้องใจเย็นและมีวินัย 

Q: เชื้อราผิวหนัง ห้ามกินอะไร? 

A: แม้จะไม่ใช่โรคภูมิแพ้ที่ต้องงดอาหารชัดเจน แต่แนะนำให้เลี่ยง อาหารที่มีน้ำตาลสูง และ แอลกอฮอล์ เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงจะส่งเสริมการเติบโตของเชื้อรา และแอลกอฮอล์จะกระตุ้นการสูบฉีดเลือดทำให้ผิวหนังอุ่นและคันมากขึ้น 

Q: ใช้ซีม่าโลชั่นรักษาได้ไหม? 

A: ซีม่าโลชั่นมีฤทธิ์ลอกผิวหนังแรงมาก เหมาะกับโรคบางชนิดและผิวหนังที่หนา หากใช้กับผิวที่บอบบางหรืออักเสบอาจทำให้ผิวไหม้ได้ ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อเลือก ยารักษาเชื้อราผิวหนัง ที่เหมาะสมจะดีกว่า 

 

สรุป 

การรักษาเชื้อราผิวหนัง ไม่ใช่เรื่องของการทายาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับเปลี่ยนสมดุลความสะอาดของร่างกาย หากคุณใช้ยาทาเชื้อราอย่างถูกวิธี ทาต่อเนื่องจนครบกำหนด และรักษาความแห้งสะอาดอยู่เสมอ   

ทั้งนี้ หากมีผื่นลุกลามหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากรักษาด้วยตัวเอง 2 สัปดาห์ ควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด 

 

ที่มา 

Tinea Corporis จาก NIH 

Ringworm จาก Cleveland Clinic 

Tinea corporis จาก DermNet New Zealand 

Ringworm (Body) จาก Mayo Clinic

 


อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่

LINE: @eXtaPlus (https://bit.ly/eXtaplus)

หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

All Pharma See

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้เอ็กซ์ต้าเห็นการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่นๆ เอ็กซ์ต้ายังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้เอ็กซ์ต้าไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า ทั้งนี้หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของเอ็กซ์ต้า แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก