อาการคันยิบ ๆ ตามง่ามนิ้ว ข้อพับ หรือใต้ร่มผ้า เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้ใครหลายคน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทยที่เป็นปัจจัยกระตุ้นชั้นดีให้เกิด เชื้อรา ผิวหนัง ได้ง่าย ๆ
ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา หรือซื้อยามาใช้แบบผิด ๆ ก็อาจนำไปสู่ภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังและปัญหาเชื้อดื้อยาที่รักษาได้ยากกว่าเดิม ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ เชื้อราผิวหนังรักษายังไง พร้อมแนะนำวิธีดูแล และการใช้ยาทาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา มาฝากกัน
เชื้อรา ผิวหนัง คืออะไร?

เชื้อราผิวหนัง คือ การติดเชื้อจุลชีพกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า เชื้อรา (Fungi) บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) รวมถึงโครงสร้างที่เป็นเคราตินอย่างเส้นผมและเล็บ โดยปกติแล้ว เชื้อราเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งในดิน ในสัตว์ หรือแม้แต่บนร่างกายมนุษย์ในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่ก่อโรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อผิวหนังเผชิญกับสภาวะที่เหมาะสม เช่น ความอับชื้นสะสม ความร้อนสะสมจากเหงื่อ หรือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี สภาวะเหล่านี้จะกลายเป็น “แหล่งบ่มเพาะ” ชั้นดีที่ช่วยให้เชื้อราแบ่งตัวรวดเร็วผิดปกติ จนรุกรานเข้าสู่ชั้นผิวหนังและหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยสลายเซลล์ผิวเพื่อใช้เป็นอาหาร
อาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเผชิญกับเชื้อรา ผิวหนัง
เมื่อเชื้อราเริ่มรุกราน ผิวหนังจะตอบสนองด้วยการอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือน ดังนี้
- ผื่นแดงลักษณะเฉพาะ: มักปรากฏเป็นวงกลมหรือวงรี (Ringworm) โดยขอบของผื่นจะนูนแดงชัดเจนและดูอักเสบมากกว่าบริเวณตรงกลางวง
- อาการคันรุนแรง: เป็นลักษณะเด่นที่สร้างความรำคาญใจ โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกหรืออยู่ในที่อากาศร้อน อาการคันจะทวีความรุนแรงขึ้น
- ผิวลอกและขุย: ผิวบริเวณที่ติดเชื้อจะเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด หรือลอกออกเป็นแผ่นสีขาวขุ่น
- การแพร่กระจาย: หากไม่รีบรักษา ผื่นจะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ หรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายจากการเกาแล้วไปสัมผัสจุดอื่น
4 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อราผิวหนัง

นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเมืองไทยที่เป็นตัวกระตุ้นหลักแล้ว ยังมีปัจจัยรายล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงอีกหลายประการที่ทำให้ เชื้อรา ผิวหนัง สามารถรุกรานร่างกายเราได้ง่ายขึ้น ดังนี้
1. พฤติกรรมส่วนตัวและสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดความอับชื้นสะสม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราโปรดปราน
- การใส่เสื้อผ้าซ้ำ: โดยเฉพาะชุดชั้นในหรือถุงเท้าที่ปนเปื้อนเหงื่อและเซลล์ผิวหนังตายแล้ว ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ
- การดูแลผิวหลังอาบน้ำ: การไม่เช็ดตัวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ซอกนิ้วเท้า หรือใต้ร่มผ้า ทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ยและติดเชื้อง่ายขึ้น
- การสวมรองเท้าปิดทึบ: การใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เท้าอับชื้นและเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้ง่าย
2. การสัมผัสเชื้อโดยตรง
เชื้อราสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัส ซึ่งรวมถึง
- จากคนสู่คน: การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว หวี หรือเสื้อผ้า กับผู้ที่มีเชื้อราอยู่แล้ว
- จากสัตว์สู่คน: โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอย่าง “แมว” หรือสุนัขที่เป็นโรคเชื้อรา (Ringworm) หากเราไปอุ้มหรือสัมผัสโดยไม่ล้างมือให้สะอาด เชื้อจะแพร่กระจายสู่ผิวหนังเราทันที
3. สภาพแวดล้อมและสถานที่สาธารณะ
สถานที่ที่มีความชื้นแฉะและมีการใช้งานร่วมกันเป็นจำนวนมาก มักเป็นแหล่งกบดานของสปอร์เชื้อรา:
- พื้นที่เปียกขัง: เช่น ห้องน้ำรวมในฟิตเนส ห้องอาบน้ำสาธารณะ หรือขอบสระว่ายน้ำ
- การเดินเท้าเปล่า: การเดินบนพื้นเปียกในที่สาธารณะทำให้เท้าสัมผัสกับเชื้อราที่ตกค้างอยู่บนพื้นได้โดยตรง
4. ภาวะสุขภาพและระบบภายในร่างกาย
ปัจจัยภายในร่างกายมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวหนังสูญเสียความสามารถในการต้านทานเชื้อ:
- ภาวะเหงื่อออกมาก (Hyperhidrosis): ผู้ที่มีเหงื่อออกตลอดเวลาจะมีความชื้นบนผิวหนังสูงกว่าปกติ ทำให้เกิด เชื้อราในร่มผ้า ได้บ่อยครั้ง
- โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผิวหนังจะมีสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรากลุ่มยีสต์ (Candida) เนื่องจากน้ำตาลคือแหล่งพลังงานชั้นดีของเชื้อเหล่านี้
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอหรือใช้ยาบางชนิดติดต่อกันนานๆ จะทำให้กลไกการป้องกันเชื้อโรคตามธรรมชาติลดลง
3 ประเภทเชื้อราผิวหนัง มีอะไรบ้าง?
การรู้จักประเภทของเชื้อราจะช่วยให้เราเลือก ยารักษาเชื้อราผิวหนัง ได้ตรงจุด
- กลุ่มกลาก (Dermatophytes): เชื้อกลุ่มนี้กินเคราตินในผิวหนังเป็นอาหาร มักทำให้ผิวหนังเป็นวงแดง มีขุย และคันมาก
- กลุ่มเกลื้อน (Pityriasis Versicolor): เกิดจากเชื้อราประเภทสะเก็ดเงิน (Malassezia) มักพบในคนหน้ามันหรือเหงื่อเยอะ ทำให้ผิวเปลี่ยนสีเป็นดวงๆ
- กลุ่มแคนดิดา (Candida): เป็นเชื้อรากลุ่มยีสต์ มักเกิดในบริเวณที่เปียกแฉะตลอดเวลา เช่น ซอกนิ้ว หรือ เชื้อราในร่มผ้า
| หัวข้อเปรียบเทียบ | โรคกลาก | โรคเกลื้อน | การติดเชื้อแคนดิดา |
| ลักษณะผื่น | วงกลม ขอบแดงชัด ขุยสีขาว | ดวงเล็กๆ สีขาว/ชมพู/เทา | ผื่นแดงสด แฉะ มีตุ่มหนองรอบขอบ |
| อาการคัน | คันมาก โดยเฉพาะตอนเหงื่อออก | คันเล็กน้อย หรือไม่คันเลย | คันและแสบร้อน |
| บริเวณที่พบบ่อย | ทุกส่วนของร่างกาย, ศีรษะ | หลัง, หน้าอก, ต้นแขน | ข้อพับ, ใต้ร่มผ้า, ปาก |
ตารางแยกประเภทเชื้อราผิวหนังเบื้องต้น
โรคพบบ่อย ที่เกิดจากเชื้อราผิวหนัง มีกี่ชนิด?
หากคุณกำลังสำรวจร่างกายแล้วสงสัยว่า โรคผิวหนัง จะมีอะไรบ้างที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ลองเช็กจากลิสต์โรคยอดฮิตที่เกิดจากเชื้อรา ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส รวบรวมมาให้ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะเด่นและบริเวณที่พบแตกต่างกันดังนี้
1. โรคน้ำกัดเท้า (Tinea Pedis)

หรือที่หลายคนเรียกว่า “ฮ่องกงฟุต” เป็นโรคเชื้อราเท้าที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน หรือเดินลุยน้ำขัง
- ลักษณะ: เริ่มจากอาการคันตามง่ามนิ้วเท้า ผิวหนังเริ่มเปื่อยยุ่ย ขาวซีด และลอกออกเป็นแผ่น
- บริเวณที่พบ: ง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า
- การดูแล: ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งหลังโดนน้ำ ทายาฆ่าเชื้อราบริเวณแผลอย่างต่อเนื่อง
- คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: หากมีอาการอักเสบ พุพอง หรือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อใช้ยาที่เหมาะสม
2. โรคสังคัง (Tinea Cruris)

ถือเป็นหนึ่งในอาการ เชื้อราในร่มผ้า ที่สร้างความลำบากใจมากที่สุด มักเกิดจากการสวมใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป หรือกางเกงยีนส์ที่ระบายอากาศได้น้อย
- ลักษณะ: ผื่นแดงคัน ขอบผื่นนูนแดงชัดเจน มักคันมากขึ้นเมื่อมีเหงื่อออก หากปล่อยไว้นานผื่นอาจขยายวงกว้างและมีสีเข้มขึ้น
- บริเวณที่พบ: ขาหนีบ รอบอวัยวะเพศ ซอกพับผิวหนัง และแก้มก้น
- การดูแล: ทายาฆ่าเชื้อราผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยนมาสวมใส่กางเกงผ้าที่โปร่งสบาย ไม่รัดแน่น
- คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการสวมใส่กางเกงที่ระบายอากาศได้น้อย เช่น กางเกงยีนส์หนาๆ ในขณะที่มีอาการ และไม่ควรใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
3. โรคกลากตามตัว (Tinea Corporis)

สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่แขน ขา ลำตัว หน้าอก ไปจนถึงใบหน้า
- ลักษณะ: ผื่นวงกลมขอบแดงชัดเจนคล้ายเหรียญบาท (Ringworm) ตรงกลางมีสีจางกว่าขอบ มักมีขุยหรือตุ่มน้ำพองเล็ก ๆ ล้อมรอบ
- บริเวณที่พบ: ลำตัว หน้าอก แขน ขา และใบหน้า
- การดูแล: ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ ทายาฆ่าเชื้อราให้ครอบคลุมบริเวณที่เป็นและรอบๆ วงผื่น
- คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: ไม่ควรเกาบริเวณผื่น เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ง่าย
4. โรคเชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis)

เป็นจุดที่รักษายากและใช้เวลานานที่สุด เนื่องจากเชื้อราฝังตัวอยู่ในเนื้อเล็บที่แข็ง
- ลักษณะ: เล็บเปลี่ยนสี (เหลือง ขาว หรือน้ำตาล) ผิวเล็บขรุขระ หนาตัวผิดรูป และเปราะหักง่าย ในบางรายเล็บอาจแยกตัวออกจากเนื้อ
- บริเวณที่พบ: เล็บมือและเล็บเท้า
- การดูแล: รักษาความสะอาดของมือและเท้า ตัดเล็บให้สั้นพอประมาณ และรักษาความแห้งอยู่เสมอ
- คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: เป็นจุดที่รักษายากและใช้เวลานาน การใช้ยาทาทั่วไปอาจเห็นผลช้า แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาทาเชื้อราเล็บชนิดพิเศษหรือยาทานร่วมด้วย
5. โรคเกลื้อน (Tinea Versicolor)

แม้จะเกิดจากเชื้อราคนละกลุ่มกับกลาก แต่ก็พบได้บ่อยมากในคนไทยที่เหงื่อเยอะ
- ลักษณะ: ดวงเล็ก ๆ หลายดวงรวมกัน มีสีขาวซีด ชมพู หรือน้ำตาลจาง ๆ มักไม่มีอาการคัน หรือคันเพียงเล็กน้อยเมื่อมีเหงื่อออก
- บริเวณที่พบ: แผ่นหลัง หน้าอก ต้นแขน และใบหน้า
- การดูแล: รักษาความสะอาดของร่างกาย ไม่ปล่อยให้ผิวหนังอับชื้น ทายาหรือใช้แชมพูยาที่มีส่วนผสมของตัวยาฆ่าเชื้อรา
- คำแนะนำ หรือข้อควรระวัง: เกลื้อนมักหายแล้วทิ้งรอยด่างขาวไว้ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าสีผิวจะกลับมาสม่ำเสมอ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากเกินไปในระหว่างรักษา
Tip: หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง การเริ่มใช้ยาทา หรือ ยารับประทานที่ช่วยรักษาอาการจากเชื้อรา ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้หายไวขึ้นและลดโอกาสการเป็นซ้ำได้
วิธีดูแลป้องกัน และรักษาเชื้อราผิวหนังอย่างถูกต้อง
การจะรักษาให้หายขาดต้องอาศัยทั้งการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
1. การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม
- ยาทาเชื้อรา: สำหรับผื่นบริเวณกว้างไม่มาก แนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม Clotrimazole, Ketoconazole หรือ Terbinafine ทาวันละ 1-2 ครั้ง อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ ตามฉลากยาและคำแนะนำแพทย์
- ยาทาแก้คันผิวหนังอักเสบเชื้อรา: เหมาะกับในรายที่มีอาการอักเสบและคันรุนแรง แพทย์อาจให้ยาที่มีส่วนผสมของสเตอรอยด์อ่อน ๆ ร่วมกับยาฆ่าเชื้อรา แต่ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ เพราะสสเตอรอยด์อาจทำให้เชื้อราลุกลามได้
- ยาเชื้อราผิวหนังแบบกิน: ใช้ในกรณีที่ติดเชื้อบริเวณกว้าง เป็นที่เล็บ หรือที่หนังศีรษะ ซึ่งยาทาซึมเข้าไม่ถึง (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เพราะส่งผลต่อตับ)
2. เทคนิคการทายาเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
หลายคนพลาดตรงที่ “หายคันแล้วหยุดทา” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ เชื้อรา ผิวหนัง กลับมาเป็นซ้ำและดื้อยา
- ทายาให้เลยขอบผื่น: ควรทายาออกมาจากขอบผื่นประมาณ 1-2 เซนติเมตร
- ทาอย่างต่อเนื่อง: แม้ผื่นจะดูเรียบเนียนหายไปแล้ว ต้องทาต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดตัวสปอร์เชื้อราที่ฝังตัวอยู่ชั้นลึก
3. การดูแลสุขอนามัย
- แห้งสนิทคือทางรอด: หลังอาบน้ำต้องเช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าและขาหนีบ เพื่อป้องกันการคันตามตัวตอนกลางคืน
- แยกของใช้: ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้าร่วมกับคนในบ้านหากกำลังเป็นโรค
- ทำความสะอาดที่พัก: ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าสปอร์เชื้อรา
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง ศีรษะ
สำหรับผู้มีอาการคันผิวหนัง หรือ ผื่นผิวหนัง ศีรษะ ฯลฯ และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ เชื้อรา ผิวหนัง
Q: เชื้อราผิวหนัง กี่วันหาย?
A: ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าเป็นที่ผิวหนังทั่วไปมักใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นที่เล็บอาจต้องรักษานาน 3-6 เดือน ดังนั้นต้องใจเย็นและมีวินัย
Q: เชื้อราผิวหนัง ห้ามกินอะไร?
A: แม้จะไม่ใช่โรคภูมิแพ้ที่ต้องงดอาหารชัดเจน แต่แนะนำให้เลี่ยง อาหารที่มีน้ำตาลสูง และ แอลกอฮอล์ เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงจะส่งเสริมการเติบโตของเชื้อรา และแอลกอฮอล์จะกระตุ้นการสูบฉีดเลือดทำให้ผิวหนังอุ่นและคันมากขึ้น
Q: ใช้ซีม่าโลชั่นรักษาได้ไหม?
A: ซีม่าโลชั่นมีฤทธิ์ลอกผิวหนังแรงมาก เหมาะกับโรคบางชนิดและผิวหนังที่หนา หากใช้กับผิวที่บอบบางหรืออักเสบอาจทำให้ผิวไหม้ได้ ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อเลือก ยารักษาเชื้อราผิวหนัง ที่เหมาะสมจะดีกว่า
สรุป
การรักษาเชื้อราผิวหนัง ไม่ใช่เรื่องของการทายาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับเปลี่ยนสมดุลความสะอาดของร่างกาย หากคุณใช้ยาทาเชื้อราอย่างถูกวิธี ทาต่อเนื่องจนครบกำหนด และรักษาความแห้งสะอาดอยู่เสมอ
ทั้งนี้ หากมีผื่นลุกลามหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากรักษาด้วยตัวเอง 2 สัปดาห์ ควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
ที่มา
Tinea Corporis จาก NIH
Ringworm จาก Cleveland Clinic
Tinea corporis จาก DermNet New Zealand
Ringworm (Body) จาก Mayo Clinic
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

