เคยรู้สึกยิบ ๆ ตึง ๆ บริเวณริมฝีปากบ้างไหม? หรือบางครั้งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มมีตุ่มน้ำใส ๆ ผุดขึ้นมาบริเวณขอบปาก ซึ่งลักษณะอาการแบบนี้คือ หนึ่งในสัญญาณชัดเจนว่าคุณเริ่มกำลังจะเป็น เป็นเริมที่ปาก
เพราะนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดและแสบเคืองแล้ว โรคเริมที่ปาก ยังทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม รวมถึงหากดูแลไม่ถูกวิธี หรือ เผลอไปแกะเกา เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายจนกลายเป็น การติดต่อโรคเริม ที่ส่งผลกระทบต่อคนใกล้ชิด โดยที่ไม่ตั้งใจได้อีกด้วย
ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้จึงอยากจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจ และวิธีรับมือเมื่อ ปากเป็นเริม ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงวิธีรักษาได้อย่างปลอดภัยกัน
อาการ เป็นเริมที่ปาก คือ?

สำหรับอาการ เป็นเริมที่ปาก มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes Simplex Virus Type 1 หรือ HSV-1 ซึ่งเป็นเชื้อที่มักแฝงตัวอยู่ในปมประสาทของผู้ป่วย โดยเมื่อร่างกายของคนเราอ่อนแอ พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดสะสม ไวรัสชนิดนี้ ก็จะทำให้เกิดอาการ ปากเป็นเริม ได้ง่าย ๆ
สาเหตุของอาการ เป็นเริมที่ปาก เกิดจากอะไร?
แน่นอนว่าการที่ ปากเป็นเริม นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีกระบวนการเกิดที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์สามารถแบ่งสาเหตุออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ 1. การได้รับเชื้อครั้งแรก และ 2. ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เชื้อกำเริบ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. การรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย(Primary Infection)
โดยอาการเริมส่วนใหญ่มักเกิดจาก เชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 2 ชนิดหลัก ๆ
แต่ที่ทำให้เกิด โรคเริมที่ปาก คือ ชนิดที่ 1 (HSV-1) โดยที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกของผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณริมฝีปากและช่องปาก ไม่ว่าจะเป็น
- การสัมผัสโดยตรง เช่น การจูบ หรือสัมผัสแผลของผู้ที่เป็นเริม
- การใช้สิ่งของร่วมกัน โดยไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่บนช้อน ส้อม แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ หรือแม้แต่ลิปสติกและผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ร่วมกัน
- การติดต่อทางน้ำลาย ในบางกรณีผู้ที่มีเชื้ออาจไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็สามารถปนเปื้อนมากับน้ำลายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด การติดต่อโรคเริม ได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
2. ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เชื้อ “ตื่น” (Recurrent Infection)
ความพิเศษที่น่ารำคาญใจของไวรัสเริมชนิดนี้ คือ เมื่อคนเราได้มีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายครั้งแรกแล้ว เชื้อไวรัสจะมีการ “ซ่อนตัว” อยู่ในปมประสาท เพื่อรอคอยเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ เริมเกิดมีอาการกำเริบ ได้แก่
- ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง หรือ ภูมิตก เช่น ช่วงที่ป่วยบ่อย เป็นหวัด หรือมีไข้
- ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่ว่าจะเป็น การอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการทำงานหนักเกินไป
- ความเครียด ทั้งความเครียดทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้ไวรัสกำเริบ
- แสงแดดและรังสียูวี เพราะการตากแดดจัดเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้ผิวหนังบริเวณริมฝีปากอ่อนแอลง จนเกิดเป็นเริมที่ปาก
- การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ในผู้หญิงบางรายอาจพบว่าเริมมักจะขึ้นในช่วงที่มีประจำรอบเดือน
เช็กอาการ! เริมที่ปาก เป็นอย่างไรในแต่ละระยะ?
ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา สิ่งสำคัญคือการแยกแยะให้ออกว่า เริม ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่มีอาการ แตกต่างจากอาการแพ้ทั่วไปอย่างไร ซึ่งโดยปกติจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก คือ
| ระยะของโรค | ลักษณะอาการที่สังเกตได้ | สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ผิวหนัง |
| 1. ระยะเริ่มแรก (Prodromal) | รู้สึก คันเริม ยิบ ๆ ตึง ๆ หรือแสบระคายเคืองบริเวณริมฝีปากโดยที่ยังไม่มีตุ่มขึ้น | เชื้อไวรัสเริ่มเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทมาที่ผิวหนังและเริ่มเพิ่มจำนวน |
| 2. ระยะตุ่มน้ำ (Blister) | ปรากฏตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ เริมที่ปาก | ไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังอักเสบและเกิดถุงน้ำใส |
| 3. ระยะตกสะเก็ด (Crusting) | ตุ่มน้ำจะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ มีน้ำเหลืองซึม และเริ่มแห้งจนกลายเป็นสะเก็ด | ร่างกายเริ่มควบคุมเชื้อได้ แผลเริ่มสมานตัว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแผลกำลังจะหาย |
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ข้อแตกต่างระหว่าง เริมที่ปาก vs อาการแพ้ทั่วไป
อาการเริมที่ปาก มักเริ่มจากความรู้สึกแสบร้อนและตามด้วยตุ่มน้ำใสที่เป็นกลุ่มก้อนชัดเจนในจุดเดิมซ้ำ ๆ ส่วน อาการแพ้ทั่วไป เช่น แพ้ลิปสติก มักจะเป็นผื่นแดง บวม หรือลอกเป็นขุยกระจายทั่วบริเวณที่สัมผัสสาร โดยไม่มีตุ่มน้ำใสรวมกลุ่ม
แนวทางการเลือกใช้ ยารักษาเป็นเริมที่ปาก ให้หายเร็ว
หัวใจสำคัญของการรักษา โรคเริมที่ปาก ให้หายไวคือ “ความเร็ว” เพราะหากเราเริ่มใช้ยาได้ทันท่วงทีตั้งแต่ระยะที่เริ่มมีอาการ คันเริม หรือรู้สึกยิบ ๆ ก่อนที่ตุ่มน้ำจะผุดขึ้นมา สิ่งนี้จะช่วยลดความรุนแรงและย่นระยะเวลาการรักษาให้สั้นลงได้อย่างมาก ซึ่งแนวทางการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องมีดังนี้
1. ยาทาเริม (Topical Antivirals)

การใช้ยาแต้มภายนอกเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยยับยั้งไวรัสในบริเวณที่เกิดโรคโดยตรง
- กลุ่มยาต้านไวรัส (Acyclovir Cream) เป็น ยาทาเริม ที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูง วิธีใช้ที่ถูกต้องคือควรแต้มยาบริเวณแผลทุก ๆ 4 ชั่วโมง วันละประมาณ 5 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 5-10 วัน ที่สำคัญคือควรล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังทายา เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น
- ยาสมุนไพรสกัด เช่น เสลดพังพอน เพราะมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและช่วยให้แผลแห้งไวขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือก สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการไม่รุนแรง หรือใช้ควบคู่ไปกับยาต้านไวรัสเพื่อลดอาการปวดบวม
เคล็ดลับการใช้ยาทาเริม: ไม่ควรใช้มือสัมผัสแผลโดยตรงขณะทายา แนะนำให้ใช้คอตตอนบัด (Cotton Bud) เป็นตัวช่วยในการแต้มยา เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อเข้าสู่ปลายนิ้ว
2. ยากินต้านไวรัส (Oral Antivirals)

ในกรณีที่ “เริม” เริ่มมีอาการค่อนข้างรุนแรง เช่น มีตุ่มน้ำขึ้นเป็นบริเวณกว้าง มีอาการเจ็บปวดมาก หรือเป็นซ้ำบ่อยกว่าปกติ เภสัชกรอาจแนะนำให้ใช้ยากินต้านไวรัส เช่น Acyclovir แบบเม็ด ร่วมด้วย
- กลไกการทำงาน: โดยยาแบบกินชนิดนี้จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสจากภายในร่างกาย ซึ่งได้ผลดีกว่าการทายาเพียงอย่างเดียวในเคสที่ลุกลาม
การกินยาให้ได้ผล: ต้องทานยาตามขนาดและเวลาที่เภสัชกรกำหนดอย่างเคร่งครัด และควรดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อช่วยให้ยาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงต่อไต
3. สารอาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเริมที่ปาก

นอกจากการใช้ยาโดยตรงแล้ว การเสริมสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไวรัสได้ไวขึ้น เช่น
- แอล-ไลซีน มีกรดอะมิโนที่มีงานวิจัยบางส่วนรองรับว่าช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสเริมได้บ้าง
- วิตามินซีและซิงค์ ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น
ข้อควรระวังที่สำคัญ
- ห้ามแกะ หรือเจาะตุ่มน้ำ: หลายคนเข้าใจผิดว่าการเจาะตุ่มน้ำจะทำให้แผลแห้งไว แต่ในความจริง ของเหลวในตุ่มนั้นมีเชื้อไวรัสอยู่มหาศาล หากตุ่มแตก เชื้อจะกระจายไปยังผิวหนังรอบข้าง ทำให้แผลลุกลามใหญ่โตขึ้น
- งดใช้ยาสเตอรอยด์ ห้ามนำยาแก้แพ้ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาทาบริเวณที่เป็นเริมเด็ดขาด เพราะสเตอรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน จะทำให้ไวรัสเริมแพร่กระจายตัวได้ดีขึ้นจนแผลลุกลามรุนแรง
5 วิธีดูแลตัวเองเมื่อ “เป็นเริมที่ปาก”

การใช้ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา แต่การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีคือ “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นโดยไม่ทิ้งรอยดำ และป้องกันไม่ให้คนใกล้ชิดติดเชื้อไปด้วย มีข้อแนะนำดังนี้
1. ห้ามแกะบ่ง หรือสัมผัสตุ่มน้ำโดยไม่จำเป็น
แม้จะรู้สึกรำคาญหรือคันเพียงใด สิ่งที่ต้องห้ามคือการพยายามทำให้ตุ่มน้ำแตก เพราะของเหลวใส ๆ ภายในตุ่มนั้นเต็มไปด้วยเชื้อไวรัสที่มีความเข้มข้นสูง หากตุ่มแตก เชื้อจะกระจายไปยังผิวหนังบริเวณรอบข้างจนทำให้ เริม อาการ ลุกลามเป็นวงกว้างกว่าเดิม
2. แยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
เนื่องจาก การติดต่อ โรค เริม เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านน้ำลายและสารคัดหลั่ง ในช่วงที่ยังมีแผลหรือตุ่มน้ำ ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และลิปสติก ไม่ให้ปะปนกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อ
3. หลีกเลี่ยงของหมักดองและรสจัด
ในช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับไวรัส ควรเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบ เช่น อาหารรสจัด อาหารหมักดอง และแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้รู้สึกแสบระคายเคืองแผลมากขึ้น
นอกจากนี้ควรเน้นทานอาหารที่มีกรดอะมิโน “ไลซีน” สูง เช่น เนื้อปลา ไข่ และถั่วเหลือง ซึ่งมีส่วนช่วยในการยับยั้งไวรัสเริมได้ทางอ้อม
4. เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ทันทีเมื่อแผลหาย
หลายคนมักมองข้ามข้อนี้ไป แต่ความจริงแล้วเชื้อไวรัสสามารถตกค้างและสะสมอยู่ตามขนแปรงสีฟันได้ หลังจากที่อาการ เป็นเริมที่ปาก หายสนิทแล้ว
แนะนำให้ทิ้งแปรงสีฟันอันเดิมและเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงที่เชื้อจะย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายจนทำให้กลับมาเป็นซ้ำในเวลาอันรวดเร็ว
5. ปกป้องริมฝีปากจากแสงแดดด้วยลิปมันผสมกันแดด
รังสียูวี (UV) จากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้ไวรัสที่ซ่อนตัวอยู่ตื่นขึ้นมาอาละวาด ดังนั้นการทาครีมกันแดดริมฝีปาก หรือลิปบาล์มที่มีค่า SPF จะช่วยป้องกันการเกิดเริมได้ในระดับนึง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเป็นเริมซ้ำบ่อยครั้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด
ป่วยเล็กน้อย เป็นเริมที่ปาก ดูแลได้ด้วยสิทธิบัตรทองจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส
สำหรับผู้ที่มีอาการ เริมที่ปาก และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาและหาวิธีบรรเทาอาการอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ เป็นเริมที่ปาก
Q: เป็นเริมที่ปากกี่วันหาย?
A: โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน แต่หากใช้ ยาทาเริม ตั้งแต่ระยะที่เริ่มคันยิบ ๆ แผลอาจหายได้เร็วขึ้นภายใน 5-7 วัน
Q: เริม เป็นซ้ำได้หรือไม่?
A: สามารถเป็นซ้ำได้ หลังจากการเป็นครั้งแรก หากเชื้อไวรัส HSV ที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณปมประสาทได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซ้ำ
Q: เป็นเริมที่ปากติดต่อไปที่อวัยวะอื่นได้ไหม?
A: ได้ หากมือที่สัมผัสแผลไปขยี้ตาหรือสัมผัสจุดซ่อนเร้น ดังนั้นควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสบริเวณที่เป็นแผล
Q: เป็นเริมบ่อย ๆ มีวิธีป้องกันอย่างไร?
A: ต้องเน้นการเสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดความเครียด เนื่องจากไวรัสเริมมักจะกำเริบเมื่อร่างกายอ่อนแอ
สรุป
อาการ เป็นเริมที่ปาก แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่หากละเลยอาจส่งผลต่อทั้งสุขภาพและความมั่นใจ การสังเกตสัญญาณเตือน เช่น อาการ คันเริม และการใช้ ยารักษาเริมที่ปาก อย่างถูกวิธีตั้งแต่วันแรก จะช่วยให้แผลหายไวขึ้นและลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อ
หากต้องการคำปรึกษาหรือมองหา ยาทาเริม สามารถแวะไปที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ใกล้บ้าน เพื่อรับบริการจากเภสัชกรและใช้สิทธิบัตรทองดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า ทั้งนี้ หากพบสัญญาณอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ที่มา
โรคเริม (Herpes Simplex) จาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Lysine for Herpes Simplex Prophylaxis จาก National Library of Medicine
Herpes Simplex Virus (HSV) จาก Cleveland Clinic
Herpes – oral จาก Medline Plus
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

