เมื่อพูดถึงเชื้อไวรัส HPV หลายคนที่เคยไปตรวจสุขภาพอาจเริ่มเกิดอาการวิตกกังวล โดยเฉพาะเมื่อผลตรวจคัดกรองระบุว่า “พบการติดเชื้อ” ซึ่งแน่นอนคำถามแรกที่มักพุ่งเข้ามาในหัวของผู้ป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ก็มักเกิดคำถามว่า “ติดเชื้อ HPV หายไหม“ แล้วจะกลายเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งในอนาคตรึเปล่า
ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้ จึงอยากจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจธรรมชาติของไวรัสชนิดนี้อย่างเจาะลึก พร้อมแนวทางการดูแลตัวเอง และไขข้อข้องใจว่าทำไมการตรวจเจอเชื้อจึงไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง มาฝากกัน
ไวรัส Human Papilloma Virus คืออะไร?
ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่า ติดเชื้อ HPV หายไหม เราต้องเข้าใจก่อนว่า Human Papilloma Virus หรือ HPV คือ กลุ่มเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง พบได้ทั้งกับเพศหญิงและเพศชาย
ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ และสามารถส่งผลกระทบต่อผิวหนัง หรือเยื่อบุส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้แต่การใช้ปาก เป็นต้น
เจาะลึกประเภทของเชื้อ HPV สายพันธุ์ไหนบ้างที่ควรระวัง?

ด้วยความที่ไวรัสชนิดนี้ จะมีสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายสูงมาก และสามารถทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้หากทุกคนไม่รู้จักระมัดระวัง ดังนั้น การทำความเข้าใจประเภทของเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะช่วยตอบคำถามได้ว่า ติดเชื้อ HPV น่ากลัวไหม ได้ดียิ่งขึ้น
โดยสำหรับไวรัสชนิดนี้ ทางการแพทย์ ก็ได้มีการแบ่งประเภทของเชื้อไวรัส HPV ออกมาเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ตามระดับความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง ได้แก่
1. กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low–risk HPV)
กลุ่มนี้แม้จะไม่ก่อให้เกิดมะเร็งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เป็นกลุ่มที่สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตรวมถึงบุคลิกภาพอย่างมาก
- สายพันธุ์ที่พบบ่อย HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts) กว่า 90% ของเคสทั้งหมด
- อาการที่พบ มักสังเกตเห็นได้ชัดเจนจากการที่มีติ่งเนื้อ หรือ ปากมดลูก มีตุ่มขึ้น รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ทวารหนัก หรือขาหนีบ ซึ่งจะมีลักษณะของตุ่มมักมีผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ และอาจมีอาการคันหรือเลือดออกซิบ ๆ ได้เมื่อเกิดการเสียดสี
โดยถึงแม้เชื้อกลุ่มนี้จะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ก็สามารถติดต่อได้ง่ายมาก ๆ ผ่านการสัมผัส และมักจะกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยหากร่างกายอ่อนแอ การรักษาจึงเน้นไปที่การกำจัดตัวหูดด้วยยาแต้มหรือเลเซอร์ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV
2. กลุ่มความเสี่ยงสูง(High-risk HPV)
จัดเป็นกลุ่มที่อันตรายที่สุดและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ติดเชื้อ HPV หายไหม เพราะเชื้อกลุ่มนี้มีความสามารถในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง DNA ของเซลล์ในร่างกายให้ผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
- สายพันธุ์อันตรายอันดับ 1: HPV 16 และ HPV 18 ถือเป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงสูงในวงการมะเร็ง เพราะเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกกว่า 70% รวมถึงมะเร็งช่องคลอด มะเร็งองคชาต และมะเร็งลำคอ
- สายพันธุ์เฝ้าระวังอื่น ๆ: เช่น 31, 33, 45, 52, 58 ซึ่งล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน
ซึ่งเชื้อกลุ่มนี้มักจะ “ไม่มีอาการแสดงใด ๆ” ในช่วงแรกที่ติดเชื้อ และผู้ที่เผชิญจะไม่มีอาการปวด ไม่มีตุ่ม ไม่ตกขาวผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้อ และใช้ชีวิตตามปกติจนเชื้อฝังตัวอยู่นานเกินจนอาจพัฒนาไปสู่ระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งระยะเริ่มต้นนั่นเอง
| คุณลักษณะ | กลุ่มความเสี่ยงต่ำ | กลุ่มความเสี่ยงสูง |
| สายพันธุ์หลัก | 6, 11 | 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 |
| อาการเด่น | หูดหงอนไก่, มีตุ่มขึ้นลักษณะดอกกะหล่ำ | ไม่มีอาการ (ตรวจเจอด้วยการคัดกรองเท่านั้น) |
| ความเสี่ยงมะเร็ง | ต่ำมาก | สูงมาก หากติดเชื้อเรื้อรัง |
| อวัยวะที่ได้รับผลกระทบ | อวัยวะเพศภายนอก, ทวารหนัก | ปากมดลูก, ช่องคลอด, ลำคอ และทวารหนัก |
ตารางสรุปเปรียบเทียบความเสี่ยงของสายพันธุ์ HPV
ติดเชื้อ HPV แล้วจะหายไหม?

หลายคนกังวลว่าเมื่อตรวจพบเชื้อแล้วจะต้องเป็นไปตลอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งคำตอบทางการแพทย์สำหรับคำถามที่ว่า ติดเชื้อ HPV หายไหม สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
- ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง ในความเป็นจริงแล้ว ประมาณ 80-90% ของผู้ติดเชื้อ ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกไปได้เองตามธรรมชาติ โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
- ระยะเวลาการหาย หากระบบภูมิคุ้มกันทำงานปกติ เชื้อจะถูกกำจัดออกไปภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี ซึ่งถือเป็นการติดเชื้อแบบชั่วคราวที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง
- การติดเชื้อเรื้อรัง หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ภายใน 2 ปี เชื้อจะเข้าสู่ภาวะเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปสู่เซลล์มะเร็งในอนาคต
เชื้อ HPV สามารถอยู่ในร่างกายได้กี่ปี?
ความน่ากลัวของเชื้อ HPV ไม่ใช่การติดเชื้อแล้วเป็นมะเร็งทันที แต่คือการ “แฝงตัว” ที่ยาวนานจนเราชะล่าใจ ซึ่งระยะเวลาที่เชื้ออยู่ในร่างกายแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก
- กรณีติดเชื้อชั่วคราว (Transient Infection) พบได้บ่อยที่สุดถึง 80-90% ร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันปกติจะสามารถกำจัดเชื้อให้หายไปเองได้ภายใน 1-2 ปี โดยที่ยังไม่ทันสร้างความผิดปกติใดๆ ให้กับเซลล์
- กรณีติดเชื้อเรื้อรัง (Persistent Infection) หากร่างกายกำจัดเชื้อไม่ได้ โดยเฉพาะสายพันธุ์รุนแรงอย่าง 16 และ 18 เชื้อจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในเซลล์ได้ยาวนานหลายปี โดยไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ เลย เชื้อจะค่อย ๆ เข้าไปเปลี่ยนแปลงระดับ DNA ของเซลล์ให้กลายเป็นระยะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษา
ทำไมจึงต้องหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี?
เนื่องจากคนเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าร่างกายกำจัดเชื้อไปแล้วหรือกำลังถูกเชื้อแฝงตัวทำลายเซลล์อยู่ ดังนั้น การตรวจ HPV DNA Test หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ จึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วย “ดักจับ” ความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เวลา 10 ปีจะสายเกินไป
การรักษา HPV สายพันธุ์ 16 18 รักษายังไง?
สิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจคือ ปัจจุบัน ยังไม่มียาฆ่าเชื้อ HPV สายพันธุ์ดังกล่าวโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ยากิน หรือ ยาฉีด ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาจึงไม่ใช่การกำจัดไวรัสด้วยยา แต่เป็นการจัดการกับผลกระทบที่ไวรัสสร้างขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
- การรักษาความผิดปกติของเซลล์: หากตรวจพบว่าเซลล์เริ่มเปลี่ยนสภาพ (Pre-cancerous) แพทย์จะใช้วิธีจี้เย็น (Cryotherapy), การใช้ห่วงไฟฟ้าตัดเนื้อเยื่อ (LEEP) หรือการผ่าตัดเล็กเพื่อนำเซลล์ที่ผิดปกติออก
- การรักษาอาการที่ปรากฏ: เช่น การแต้มยาหรือใช้เลเซอร์รักษาหูดหงอนไก่
ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเน้นการตรวจติดตามอาการทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกอย่างใกล้ชิด
5 วิธีการดูแลตัวเอง เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เมื่อติดเชื้อไวรัส HPV

1. งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
บุหรี่คือศัตรูหมายเลขหนึ่งของการกำจัดเชื้อ HPV เพราะสารพิษในบุหรี่จะเข้าไปทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังบริเวณปากมดลูกโดยตรง ทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับไวรัสลดลง
อีกทั้ง งานวิจัยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และเชื้อจะอยู่ในร่างกายนานกว่าปกติ ดังนั้นการเลิกบุหรี่จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อได้เห็นผลที่สุด
2. พักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ
การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือช่วงเวลาที่ร่างกายผลิต “Cytokines” ซึ่งเป็นโปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อและอาการอักเสบ
ซึ่งการนอนหลับลึกอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยให้ร่างกายมีกองทัพภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ป้องกันภูมิตกพอจะจัดการกับเชื้อ HPV ไม่ให้ฝังตัวจนกลายเป็นระยะเรื้อรัง
3. การจัดการความเครียด
ความเครียดสะสมจะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์กดระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่เต็มที่ หากคุณเครียดเกินไป ไวรัสที่ควรจะถูกกำจัดอาจกลับมากำเริบหรือลุกลามได้ง่าย
ดังนั้น การฝึกสมาธิ เล่นโยคะ หรือการหาเวลาผ่อนคลายจึงเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ร่างกายเยียวยาตัวเอง
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เน้นการบริโภคอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น ผักที่มีโฟเลต โดยงานวิจัยระบุว่าระดับโฟเลตที่เพียงพอในร่างกายสัมพันธ์กับโอกาสการติดเชื้อ HPV ที่ลดลงและการหายจากโรคที่เร็วขึ้น
รวมถึงผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ฝรั่ง ส้ม และผักใบเขียวเข้ม ซึ่งมีวิตามินซีช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ส่งผลให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถเดินทางไปจัดการกับสิ่งแปลกปลอมทั่วร่างกายได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามควรออกกำลังกายแต่พอดี ไม่หักโหมจนร่างกายอ่อนแอเกินไป
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ ติดเชื้อ HPV หายไหม?
Q: ติดเชื้อ HPV น่ากลัวไหม?
A: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหากตรวจเจอเร็ว เพราะทางการแพทย์สามารถจัดการเซลล์ผิดปกติได้ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง
Q: ตรวจพบว่าติดเชื้อ HPV มีลูกได้ไหม?
A: สามารถมีได้ เนื่องจากเชื้อ HPV ไม่ส่งผลต่อการตกไข่หรือความสามารถในการมีบุตร แต่อาจต้องปรึกษาแพทย์เรื่องวิธีการคลอดหากมีหูดหงอนไก่ขนาดใหญ่ในช่องคลอด
Q: ฉีดวัคซีนตอนที่พบเจอเชื้อไวรัส HPV ยังทันไหม?
A: แม้จะเคยติดเชื้อมาแล้ว การฉีดวัคซีน HPV โดยเฉพาะแบบ 9 สายพันธุ์ ยังทัน และมีประโยชน์ เพราะช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติด ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำซ้อน
สรุป
การติดเชื้อ HPV ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป หัวใจสำคัญคือการตรวจคัดกรองเป็นประจำและการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่เป็น “หมอที่ดีที่สุด” ในการกำจัดไวรัสออกไป
หากคุณมีความกังวลใจเกี่ยวกับผลตรวจ หรือต้องการแนวทางการ ดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV รวมถึงมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยบำรุงร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน
สามารถแวะมาปรึกษาเภสัชกรที่ เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ทุกสาขา เรายินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้วยความเป็นส่วนตัว เพื่อให้คุณกลับมามีสุขภาพที่มั่นใจได้อีกครั้ง
ที่มา
HPV (Human Papillomavirus) จาก Cleveland Clinic
Human Papillomavirus (HPV) จาก CDC
Genital Warts จาก National Library of Medicine
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

