ช่วงปลายฝนที่อากาศยังชื้น หรือ ช่วงต้นหนาวที่อากาศเริ่มเย็นลง อาหารเป็นพิษ ถือเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่มาพร้อมกับฤดูกาลที่ผันผวนแบบนี้ เพราะการวางอาหารที่อยู่ในอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถทำให้เกิดการบูดเสียและปนเปื้อนสารพิษได้ง่าย โดยเฉพาะ อาหารประเภทกะทิ อาหารทะเล หรืออาหารที่ปรุงสุกไว้นานแล้ว ฯลฯ
ด้วยความห่วงใยจาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ อาหารเป็นพิษ กินยาอะไรดี? พร้อมเจาะลึกสาเหตุ วิธีสังเกตอาการ และขั้นตอนการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี มาฝากกัน
อาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร?

อาหารเป็นพิษ หรือ Food Poisoning คือภาวะที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค สารพิษ หรือสารเคมีที่เป็นอันตรายผ่านการบริโภคอาหาร หรือ น้ำดื่มที่ปนเปื้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างเฉียบพลัน เช่น เกิดอาการถ่ายเหลว อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และมีไข้หนาวสั่น เป็นต้น
ซึ่งส่วนใหญ่ มักหายได้เองภายใน 1–3 วัน หากดูแลร่างกายดีและไม่ขาดน้ำ แต่ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นขาดน้ำมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ดังนั้น การรับมือกับภาวะดังกล่าวอย่างถูกต้องจึงถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพราะหากปล่อยให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทำไมช่วงเปลี่ยนฤดู อาหารจึงบูดเสียและเป็นพิษได้ง่ายกว่าปกติ?

เพราะในช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือช่วงที่อุณหภูมิขึ้น-ลง บวกกับความชื้นสูง สามารถทำให้เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตและปนเปื้อนได้ง่าย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้อาหารเกิดการบูดเสียง่าย คือ
- อุณหภูมิ โดยเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ จะมีการเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิประมาณ 5–60 °C หรือที่มักเรียกว่า “Danger zone” ซึ่งเมื่ออาหารถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง โดยเฉพาะ 25–35 °C เป็นเวลานาน ก็จะทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และสร้างสารพิษได้
- อาหารปรุงทิ้งไว้ปริมาณมาก อุ่นไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกับข้าวหม้อใหญ่ แกงถ้วยใหญ่ หม้อแกงงานเลี้ยง บุฟเฟต์ หรืออาหารกล่องที่ทำจำนวนมาก หากปล่อยให้อาหารอุ่น ๆ อยู่ในหม้อนานเกินไป หรืออุ่นซ้ำ โดยไม่ถึงอุณหภูมิที่เพียงพอ ก็จะทำให้เชื้อโรคเกิดการเจริญเติบโตได้
- การทำอาหารล่วงหน้าแล้วทิ้งไว้ให้เย็นนานเกินไป บางคนเข้าใจว่าต้องทิ้งอาหารไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้องก่อนแช่ตู้เย็น แต่จริง ๆ แล้วยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนได้เช่นกัน
เพราะถึงแม้จะมีการ “อุ่นให้ร้อน” อีกครั้งก่อนกิน แต่สารพิษบางชนิดที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้น ก็สามารถทนความร้อนได้ และยังทำให้ผู้รับประทานยังเสี่ยงอาหารเป็นพิษอยู่ดีนั่นเอง
3 เชื้อโรคตัวร้ายที่มักมากับ “อาหารเป็นพิษ” ในช่วงอากาศเย็น

1. Bacillus cereusแบคทีเรียใน “ข้าวสุกที่ทิ้งไว้”
มักพบใน ข้าวหุงสุก หรือ จำพวกแป้ง เช่น ผัดไทย เส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวผัด ที่ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วอุ่นทานซ้ำ
โดยเชื้อแบคทีเรียนี้ จะสร้างสปอร์ที่สามารถทนความร้อนได้ ทำให้แม้หุงหรืออุ่นร้อนแต่สปอร์ยังอยู่ เชื้อจะสร้างสารพิษ (Toxin) ที่ทำให้เกิดอาการได้
อาการที่พบบ่อย
- คลื่นไส้ อาเจียน อาจเริ่มภายใน 1–6 ชั่วโมงหลังทาน
- ปวดบิดท้อง ถ่ายเหลว มักเริ่มภายใน 6–15 ชั่วโมง
2. Staphylococcus aureus– เชื้อจาก “มือคนเตรียมอาหาร”
เชื้อนี้มักเกิดจาก ผู้เตรียมอาหารที่มีเชื้อในโพรงจมูก น้ำมูก มือ หรือมีแผลผิวหนัง แล้วสัมผัสกับอาหารโดยตรง
ซึ่งจะทำให้เชื้อมีการสร้าง สารพิษ (Enterotoxin) ในอาหาร และหากทิ้งไว้นานในอุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโต แม้จะนำมาอุ่นก็ไม่สามารถทำลายสารพิษดังกล่าวได้
อาการที่พบบ่อย
- คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง
- ปวดท้อง
- ท้องเสียร่วมด้วยในบางราย ซึ่งอาการมักเกิดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทาน
3. Clostridium perfringens– ตัวป่วนใน “หม้อแกงและอาหารหม้อใหญ่”
มักพบในอาหารที่ ปรุงปริมาณมาก เช่น แกงหม้อใหญ่ หมูต้ม ไก่ต้ม เนื้ออบ หม้อสุกี้ งานเลี้ยงที่ทำอาหารไว้ก่อน แล้วเก็บในอุณหภูมิอุ่น ๆ นาน ๆ หรือแช่เย็นไม่เร็วพอ แล้วอุ่นซ้ำไม่ทั่วถึง
โดยเชื้อนี้จะโตได้ดีในอาหารที่อุ่น ๆ ที่อยู่ในช่วง “Danger zone” และจะสร้างสารพิษในลำไส้หลังเรารับประทานเข้าไป
อาการที่พบบ่อย
- ปวดบิดท้อง
- ท้องเสียเป็นน้ำจำนวนมาก
- มักเริ่มภายใน 6–24 ชั่วโมงหลังทานอาหาร
วิธีสังเกตอาการ “อาหารเป็นพิษ” เบื้องต้นและระดับความรุนแรง
อาหารเป็นพิษอาการพบบ่อยทั่วไปเป็นยังไง
สำหรับอาการดังกล่าว มักเริ่มเกิดขึ้นภายใน 1–48 ชั่วโมงหลังทานอาหารปนเปื้อน โดยจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและปริมาณสารพิษ ซึ่งจะมีอาการดังต่อไปนี้
- คลื่นไส้ อาเจียน จากอาหารเป็นพิษ
- ท้องเสีย ถ่ายเหลวหลายครั้ง
- ปวดบิดท้อง แน่นท้อง ท้องป่อง
- มีไข้หรือหนาวสั่น (บางราย)
- อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
- เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร
อาการ “อันตราย” ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรไปโรงพยาบาลหรือพบแพทย์โดยเร็ว
- ถ่ายเหลว หรือ อาเจียน ถี่มากจนดื่มน้ำไม่ได้ หรือดื่มแล้วอาเจียนออกหมด
- สงสัยว่ามีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งมาก เวียนศีรษะ หน้ามืด ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ออกเลย
- ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
- มีไข้สูง หนาวสั่นรุนแรง
- ปวดท้องมาก กดเจ็บเฉพาะจุด ท้องแข็ง
- อาการไม่ดีขึ้นใน 2–3 วัน หรือแย่ลงเรื่อย ๆ
- ผู้ป่วยเป็น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (โรคหัวใจ เบาหวาน ไต ฯลฯ)
ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรพบแพทย์เร็วเป็นพิเศษ เพราะร่างกายรับมือกับการขาดน้ำและการติดเชื้อได้น้อยกว่าคนทั่วไป
อาหารเป็นพิษ ควรกินยาอะไรดี?

หลักการสำคัญของการดูแล อาหารเป็นพิษ คือ เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ บรรเทาอาการ และ หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้สารพิษค้างในลำไส้นานเกินไป ซึ่งตัวยาแก้อาหารเป็นพิษที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษา ได้แก่
1. เกลือแร่(ORS) พระเอกตัวจริงในการป้องกันการ “ขาดน้ำ”
หนึ่งในยาสามัญประจำบ้าน ที่ควรมี ซึ่งเมื่อมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม ทำให้เวียนหัว เพลีย หรือหน้ามืดได้ง่าย
ดังนั้น การแก้อาหารเป็นพิษ โดยใช้ สารละลายเกลือแร่ชนิดสำหรับท้องเสีย (ORS – Oral Rehydration Solution) จะช่วยชดเชยน้ำและเกลือแร่ได้อย่างเหมาะสมกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำหวานทั่วไป
วิธีชงดื่มเกลือแร่ ORS
- ผสมน้ำตามปริมาณที่ระบุบนซอง (เช่น 1 ซองต่อน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 200–250 มล.)
- จิบน้ำเกลือแร่ทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง ไม่กระดกทีเดียว
- หากอาเจียน ให้รอให้อาการดีขึ้นเล็กน้อยแล้วเริ่มจิบใหม่ทีละน้อย
หากไม่แน่ใจปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กหรือผู้ป่วยเฉพาะโรค ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกรก่อนเสมอ
ข้อควรรู้: ควรใช้เกลือแร่ ORS สูตรสำหรับท้องเสีย ไม่ใช่ “เกลือแร่สำหรับนักกีฬา” เพราะเกลือแร่นักกีฬามักมีน้ำตาลสูงกว่าและสัดส่วนเกลือแร่ไม่เหมาะกับภาวะท้องเสีย
2. ยาบรรเทาอาการท้องเสียกลุ่มที่ช่วยดูดซับสารพิษ
เป็นตัวยาที่มักมาในรูปแบบของ ผงดูดซับ (Adsorbent) เช่น Diosmectite หรือ Kaolin-Pectin ทำหน้าที่เหมือน “ฟองน้ำเล็ก ๆ” ในลำไส้ ที่ช่วยดูดซับสารพิษที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น สารพิษจากเชื้อแบคทีเรีย แก๊ส หรือน้ำย่อยส่วนเกิน แล้วขับออกมาพร้อมอุจจาระ โดยมีจุดเด่นคือ
- ช่วยลดความรุนแรงของอาการถ่ายเหลว
- โดยมากออกฤทธิ์เฉพาะที่ในลำไส้ ดูดซับสารระคายเคืองแล้วขับออก
อย่างไรก็ตาม ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และควรดื่มน้ำหรือ ORS ควบคู่ไปด้วยเสมอ เพราะตัวยาไม่ได้ชดเชยน้ำที่สูญเสีย
3. ยาผงถ่านกัมมันต์(Activated Charcoal)
ผงถ่านกัมมันต์ หรือ ยาคาร์บอน (Activated charcoal) เป็นผงถ่านที่สามารถดูดซับสารบางชนิดในทางเดินอาหารได้ นิยมใช้ในโรงพยาบาลเพื่อช่วยดูดซับสารพิษบางประเภทที่เพิ่งรับประทานเข้าไป เช่น ยาบางชนิดที่กินเกินขนาด หรือสารเคมีบางอย่าง ภายใต้การดูแลของแพทย์
ซึ่งในร้านขายยาทั่วไป เราอาจพบยาผงถ่านกัมมันต์ในรูปแบบยาเม็ดหรือผงสำหรับชงดื่ม ใช้บรรเทาอาการท้องเสียเล็กน้อยได้ ผู้ป่วยสามารถซื้อใช้เองได้ แต่ควรอ่านฉลากให้ละเอียด และใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อควรระวังในการใช้ยาผงถ่านกัมมันต์
- แม้จะเป็นยาที่ซื้อได้เอง แต่ ไม่ควรใช้บ่อย ๆ หรือใช้ต่อเนื่องหลายวัน
- ไม่ควรใช้เพื่อ “กลบอาการ” แทนการไปพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายบ่อยมาก มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก หรือสงสัยว่าขาดน้ำ
- ผงถ่านอาจรบกวนการดูดซึมยาตัวอื่น หากรับประทานในเวลาใกล้เคียงกัน ควรเว้นระยะห่างตามที่เภสัชกรแนะนำ
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการอาเจียนมาก เสี่ยงสำลักง่าย หรือมีโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารบางชนิด
4. ยาบรรเทาอาการอื่น ๆ
นอกจากยาที่ใช้กับอาการท้องเสียและอาเจียนโดยตรงแล้ว แพทย์หรือเภสัชกรอาจพิจารณาใช้ยาอื่นร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสบายตัวขึ้น เช่น
ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
- ใช้เพื่อลดไข้ และบรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
- ควรรับประทาน ตามขนาดและช่วงเวลาที่ระบุบนฉลาก ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเอง
- ในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคตับ โรคไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- ในบางกรณี อาจต้องหลีกเลี่ยงยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs (เช่น ibuprofen) โดยเฉพาะในผู้ที่เสี่ยงไตทำงานผิดปกติ
ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
- อาจพิจารณาใช้ในกรณีที่ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ดื่มน้ำไม่ลง
- อย่างไรก็ตาม การกดอาการอาเจียนมากเกินไป อาจทำให้เราสังเกตอาการผิดปกติอื่น ๆ ได้ยากขึ้น และอาจทำให้สารที่ควรถูกขับออกยังค้างอยู่ในกระเพาะ
- โดยทั่วไป ควรใช้ยากลุ่มนี้ภายใต้คำสั่งแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาหลายชนิดอยู่แล้ว
“อาหารเป็นพิษ” ควรรับประทานอาหารแบบไหน และห้ามกินอะไร
ร่างกายขาดน้ำ ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งแนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้น มีดังนี้
- เน้นดื่มน้ำและ ORS ให้เพียงพอ โดยจิบน้ำเกลือแร่สำหรับท้องเสียเป็นระยะ หรือ หากอาเจียน ให้รออาการดีขึ้นแล้วจิบทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้แรงมาก เพราะร่างกายต้องการพลังงานไปฟื้นฟูตัวเอง
- งดอาหารมันจัด เผ็ดจัด หรือย่อยยาก เช่น ของทอด อาหารไขมันสูง ชานมไข่มุก นมสด หรือกาแฟอาจทำให้ท้องเสียหนักขึ้น
- รับประทานอาหารแก้ท้องเสีย โดยอาจเริ่มจากอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุปใส โจ๊กไม่มัน ขนมปังปิ้ง กล้วยสุก น้ำแกงจืด และผักต้มเปื่อย
- งดแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ เพราะจะระคายกระเพาะและลำไส้มากขึ้น ทำให้หายยาก
ทั้งนี้ หากดูแลตัวเองแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน หรือมีสัญญาณอันตรายที่กล่าวไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์
การป้องกันและข้อควรระวังไม่ให้ “อาหารเป็นพิษ” เกิดซ้ำ

- ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลางเมื่อทานร่วมกัน และหากกินไม่หมดให้รีบเก็บเข้าตู้เย็นโดยเร็ว ไม่ปล่อยทิ้งไว้นานที่อุณหภูมิห้อง
- ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนอยู่ในเนื้อดิบ
- อาหารสุกที่ยังไม่รับประทานทันที ควรรักษาให้อุ่นไว้ที่อุณหภูมิมากกว่า 60 °C และไม่ควรวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง เพราะจะเพิ่มโอกาสให้อาหารบูดเสียได้ง่าย
- หากต้องเก็บเข้าตู้เย็น แนะนำให้แบ่งอาหารใส่ภาชนะตื้น ๆ เพื่อให้อาหารเย็นตัวได้เร็ว และอุ่นให้ร้อนทั่วถึงทุกครั้ง
- ในกรณีข้าวสุกที่เหลือ ควรตักใส่ภาชนะตื้นและนำไปแช่เย็นโดยเร็ว ไม่วางข้าวทิ้งไว้บนโต๊ะเป็นเวลานาน และควรกินให้หมดภายใน 1–4 วัน โดยอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนรับประทาน และหลีกเลี่ยงการอุ่นข้าวเดิมซ้ำหลายรอบ
- หมั่นรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนและหลังจับอาหารทุกครั้ง หากมีน้ำมูก ไอ จาม หรือมีแผลที่มือ ควรหลีกเลี่ยงการทำอาหารให้ผู้อื่น หรือสวมถุงมือและหน้ากากอนามัยให้เรียบร้อย
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการ ท้องเสีย เวียนศีรษะ อาหารเป็นพิษ
สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย เวียนศีรษะจาก อาหารเป็นพิษเบื้องต้น และต้องการปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาอย่างตรงจุด ก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อรับบริการที่ร้านยาที่เข้าร่วม “โครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ” ได้ ซึ่งจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา และจ่ายยาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน ALL PharmaSee
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ “อาหารเป็นพิษ”
Q: อาหารเป็นพิษกี่วันหาย?
A: โดยทั่วไปแล้วอาการ จะเริ่มดีขึ้นภายใน 12-48 ชั่วโมง และหายเป็นปกติภายใน 3-5 วัน หากอาการยังคงอยู่หรือแย่ลงหลังจาก 3 วัน ควรไปพบแพทย์
Q: ท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ กินนมได้ไหม?
A: ไม่ควรดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม ในช่วงที่มีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เพราะอาจมีภาวะขาดเอนไซม์แลคโตสชั่วคราว ทำให้ร่างกายย่อยนมไม่ได้ และอาจส่งผลให้อาการท้องเสียแย่ลง
Q: ภาวะอาหารเป็นพิษ ดื่มน้ำอัดลมช่วยได้จริงหรือ?
A: ไม่จริงและไม่ควรทำ การดื่มน้ำอัดลมไม่สามารถชดเชยเกลือแร่ที่เสียไปได้ ในทางตรงกันข้าม ปริมาณน้ำตาลที่สูงมากในน้ำอัดลมจะดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงมากขึ้น และทำให้ภาวะขาดน้ำแย่ลง ดังนั้นควรใช้ เกลือแร่ ORS เท่านั้น
Q: อาหารเป็นพิษควรกินยาปฏิชีวนะ หรือ ยาแก้อักเสบ หรือไม่?
A: ส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะอาการมักเกิดจากสารพิษของเชื้อ และหายได้เองเมื่อร่างกายขับเชื้อและสารพิษออกไปแล้ว
ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น
สรุป
อาหารเป็นพิษ เป็นอาการที่ส่วนใหญ่สามารถดูแลตัวเองได้ โดยมี เกลือแร่ ORS เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรมีติดบ้าน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการรุนแรงตามที่กล่าวไว้ในส่วนที่ 3 เช่น อาเจียนไม่หยุด หรือถ่ายเป็นเลือด นั่นคือสัญญาณว่าคุณต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด
ที่มา
Food Poisoning and Staphylococcus aureus Enterotoxins จาก National Library of Medicine
Treatment for Food Poisoning จาก National Institutes of Health
Food Poisoning Treatment & Management จาก Medscape
Bacillus cereus Food Poisoning and Its Toxins จาก ScienceDirect
What Is Reheated Rice Syndrome? จาก Healthline
Clostridium perfringens and Food Poisoning จาก Singapore Food Agency
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน Application ALL PharmaSee ได้ แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

