จู่ ๆ เสียงรอบตัวก็เบาลง หรือบางครั้งหายไปข้างหนึ่งแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่อาการหูอื้อชั่วคราว เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่รู้หรือไม่ว่าความเข้าใจผิดแบบนี้ อาจทำให้คุณพลาดช่วงเวลาทองในการรักษา จนต้องสูญเสียการได้ยินไปอย่างไม่มีวันกลับคืน จากอาการหูดับที่กำลังเกิดขึ้น
ซึ่งในบทความนี้ ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส จะพาทุกคนไปเจาะลึกสัญญาณเตือนของอาการหูดับ วิธีการสังเกตตนเอง และขั้นตอนการรับมืออย่างทันท่วงที เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร มาฝากกัน
อาการหูดับ คืออะไร เกิดขึ้นได้กี่รูปแบบ?

อาการหูดับ หรือภาวะสูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อไวรัส การอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน ไปจนถึงสาเหตุที่อันตรายถึงชีวิตอย่างโรคไข้หูดับจากการกินหมูดิบที่มีเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส ซูอิส
ซึ่งอาการหูดับในทางการแพทย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักใหญ่ ๆ ที่มีสาเหตุแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่จะมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือความเร่งด่วนในการรักษา โดยรายละเอียดมีดังนี้
กลุ่มที่ 1 หูดับเฉียบพลันจากประสาทรับเสียงบกพร่อง (Sudden Sensorineural Hearing Loss)
ภาวะนี้คือการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย โดยมักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและวัยกลางคน
ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน การบวมน้ำของหูชั้นใน รวมถึงการมีรูรั่วของท่อหูชั้นใน
กลุ่มที่ 2 ไข้หูดับจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Streptococcus suis)
อีกหนึ่งสาเหตุที่อันตรายถึงชีวิตและพบได้บ่อยในประเทศไทย คือโรคไข้หูดับที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ซึ่งเป็นเชื้อประจำถิ่นที่พบได้บ่อยในทางเดินหายใจของสุกร
โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ ผ่านการบริโภคหมูดิบหรือหมูที่ปรุงไม่สุก เช่น ลาบหมูดิบ ก้อยสด แหนมดิบ ไส้อั่วดิบ หรือเลือดหมูดิบ รวมถึงการสัมผัสเชื้อโดยตรงผ่านบาดแผลในผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับหมู
ความน่ากลัวของไข้หูดับ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในมุมที่เชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง จนเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และลุกลามมายังหูชั้นใน มีโอกาสทำให้เกิดภาวะหูหนวกถาวรทั้งสองข้าง รวมถึงเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตรายถึงชีวิตได้
สัญญาณเตือนภัยของอาการหูดับที่ควรสังเกต

การรู้เท่าทันและสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอาการหูดับทั้ง 2 รูปแบบได้ทันท่วงที โดยอาการจะแตกต่างกันบางส่วน ดังนี้
1. สัญญาณเตือนของหูดับเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss)
- สูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน: มักเป็นในหูข้างเดียว หรือเกิดหูดับข้างเดียว
- มีอาการเสียงดังรบกวนในหูข้างนั้น: เป็นเสียงอื้อ ๆ ก้อง ๆ ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเสียงจากภายนอก
- รู้สึกเหมือนมีอะไรแน่น ๆ ติดขัดในหู: ความสามารถในการได้ยินลดลง ต้องคอยฟังซ้ำหรือเปิดทีวีเสียงดังขึ้น
- อาจมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย
ข้อสังเกตสำคัญ
ภาวะนี้จะยังไม่มีอาการปวดร่วมด้วย และเกิดอาการหูอื้อหลายวัน จนไม่สามารถหายได้ภายใน 1 วันแบบหูอื้อทั่วไป รวมถึงยังมีอาการคงอยู่ไปเรื่อย ๆ
2. สัญญาณเตือนของไข้หูดับจากเชื้อStreptococcus suis
ไข้หูดับอาการเริ่มต้นมักปรากฏภายใน 3-5 วันหลังได้รับเชื้อ (แต่ยังมีกรณีที่สั้นสุด 18 ชั่วโมง หรือนานสุด 14 วัน) และมีความรุนแรงกว่าหูดับเฉียบพลันชนิดแรกมาก เนื่องจากเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด
- ไข้สูงเฉียบพลัน: หนาวสั่นอย่างรุนแรง
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง: อาจร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และคอแข็ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- หูอื้อ หรือการได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน: ซึ่งเป็นอาการจำเพาะที่ทำให้โรคนี้ได้ชื่อว่าไข้หูดับ
- อาการทางระบบประสาท: เช่น สับสน ซึมลง ชัก หรือหมดสติ
- เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): ในรายที่มีอาการรุนแรง จนทำให้ความดันโลหิตตก ตัวเย็น และอวัยวะภายในล้มเหลว
ข้อสังเกตสำคัญ
หากเป็นไข้แล้วหูอื้อหรือมีปัญหาการได้ยินที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากมีประวัติกินหมูดิบหรือสัมผัสหมูในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการ
ทำไมการรักษาอาการหูดับ ต้องจัดการโดยเร็ว
อาการหูดับเฉียบพลันและไข้หูดับ มีจุดร่วมสำคัญที่เหมือนกันคือ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งมีโอกาสฟื้นตัวสูง

1. การรักษาสำหรับหูดับเฉียบพลันจากประสาทรับเสียงบกพร่อง
ผู้ป่วยบางรายสามารถได้รับการได้ยินกลับคืนมาเหมือนปกติ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ในระยะแรกที่เริ่มมีอาการ โดยแพทย์จะให้ยารับประทาน เช่น ยาลดการอักเสบ ยาขยายหลอดเลือด วิตามิน หรือยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ ร่วมกับการให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ
2. การรักษาไข้หูดับจากเชื้อแบคทีเรีย
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น เพนิซิลลิน หรือเซฟตาโซดิม เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อ การได้รับยาที่ถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนถาวรได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในทางตรงข้าม หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว แล้วปล่อยให้อาการล่วงเลยไปนาน ๆ ทั้งสองภาวะนี้อาจนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร ซึ่งในกรณีของไข้หูดับ อาจถึงขั้นหูหนวกทั้งสองข้างและไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้เลย
เปรียบเทียบ หูดับเฉียบพลัน vs ไข้หูดับจากหมูดิบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทั้งสองภาวะนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรสังเกตตัวเองอย่างไรให้ถูกจุด ข้อมูลจากตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น
| หัวข้อเปรียบเทียบ | หูดับเฉียบพลัน | ไข้หูดับจากเชื้อ |
|---|---|---|
| สาเหตุ | ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดในผู้ป่วยส่วนใหญ่ คาดว่าเกี่ยวกับไวรัสหรือหลอดเลือด |
ติดเชื้อแบคทีเรียจากการกินหมูดิบ หรือสัมผัสหมูที่ติดเชื้อ |
| อาการร่วม | ไม่มีไข้ ไม่มีอาการปวด มักมีเสียงอื้อในหูและเวียนศีรษะ |
มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง อาจมีคอแข็ง |
| ความเร่งด่วน | ควรพบแพทย์เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสฟื้นฟูการได้ยิน |
ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องเข้าโรงพยาบาลทันที |
| ความเสี่ยงรุนแรง | สูญเสียการได้ยินถาวรในหูข้างที่เป็น | หูหนวกถาวรทั้งสองข้าง หรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด |
| การป้องกัน | ยังไม่มีวิธีป้องกันที่แน่ชัด เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุ |
ป้องกันได้ง่ายด้วยการงดกินหมูดิบ และปรุงหมูให้สุกทั่วถึง |
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการหูดับ?
นอกจากการสังเกตอาการแล้ว การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการป้องกันตัวเองล่วงหน้า
1. กลุ่มเสี่ยงต่อหูดับเฉียบพลัน
- ผู้ที่มีอายุน้อยถึงวัยกลางคน
- คนที่ต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีเครื่องจักรเสียงดัง
- คนที่ฟังเพลงด้วยหูฟังในระดับเสียงสูงเป็นประจำ
ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว มีโอกาสที่สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จะทำให้เซลล์ประสาทรับเสียงในหูชั้นในเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
2. กลุ่มเสี่ยงต่อไข้หูดับจากเชื้อStreptococcus suis
- ผู้ที่ชอบกินหมูดิบหรืออาหารแปรรูปจากหมูที่ไม่สุก: เช่น ลาบดิบ ก้อยสด หรือแหนมดิบ
- ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับหมู: เช่น เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู คนงานโรงฆ่าสัตว์ หรือพ่อค้าแม่ค้าเนื้อหมูสด
- ผู้ที่มีบาดแผลเปิดแล้วสัมผัสกับหมูดิบ: โดยไม่ได้มีการป้องกันหรือทำความสะอาดอย่างถูกวิธี
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคตับแข็ง โรคไต หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ
4 วิธีป้องกันอาการหูดับเบื้องต้น จากหมูดิบ

แม้หูดับเฉียบพลันจากประสาทรับเสียงบกพร่อง จะยังไม่มีวิธีป้องกันที่แน่ชัด แต่สำหรับการป้องกันโรคไข้หูดับจากหมูดิบนั้น สามารถป้องกันได้ง่ายมากด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย
- งดหมูดิบทุกชนิดอย่างเด็ดขาด: หลีกเลี่ยงลาบดิบ ก้อยสด เลือดดิบ แหนมดิบ หรืออาหารใดๆ ที่ใช้หมูดิบหรือปรุงไม่สุก
- ปรุงหมูให้สุกทั่วถึงทุกครั้ง: สังเกตว่าเนื้อหมูเปลี่ยนเป็นสีขาว ไม่มีสีแดงอมชมพูเหลืออยู่ และไม่มีเลือดซึมออกมา
- เลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ที่มีใบรับรองมาตรฐานและมีตู้แช่เย็นเก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะ
- สวมถุงมือขณะชำแหละหรือสัมผัสหมูดิบ: โดยเฉพาะหากมีบาดแผลหรือรอยถลอกบนผิวหนัง
การใช้สิทธิบัตรทองสำหรับผู้มีอาการหูอื้อ หูดับ
สำหรับผู้ที่มีอาการหูอื้อ หรือสงสัยว่าตนเองอาจกำลังเผชิญกับอาการหูดับในระยะเริ่มต้น และต้องการปรึกษาเภสัชกร เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นว่าควรรีบไปพบแพทย์หรือไม่ สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการร้านยาคุณภาพของฉัน ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ซึ่งมีเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาที่จำเป็นให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณอันตรายอย่างไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีประวัติกินหมูดิบมาก่อน ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เนื่องจากร้านยาไม่สามารถให้การรักษาภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ได้
ส่วนผู้ที่ต้องการใช้สิทธิบัตรทองสำหรับรักษาอาการที่ร้านยา สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาใกล้บ้านได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [เช็กรายชื่อร้านยาได้ที่นี่] โดยร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรทอง พร้อมให้บริการ Delivery จัดส่งยาและสินค้าสุขภาพถึงบ้าน ผ่าน ALL PharmaSee บนแอปพลิเคชัน 7-Eleven
ใช้บริการ Delivery คลิกเลย!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อาการหูดับ
Q: หูดับเฉียบพลัน กับ หูอื้อธรรมดา ต่างกันอย่างไร?
A: หูอื้อธรรมดามักหายได้เองภายใน 1 วันและไม่รุนแรง แต่หูดับเฉียบพลันจะไม่มีอาการปวดร่วมด้วย ไม่หายเองภายใน 1 วัน และอาการจะคงอยู่หรือแย่ลงหากไม่ได้รับการรักษา
Q: กินหมูสุกแล้วแต่ยังเสี่ยงไข้หูดับได้ไหม?
A: หากปรุงหมูสุกทั่วถึงจริง ความเสี่ยงจะลดลงมาก แต่ยังต้องระวังเรื่องการสัมผัสเชื้อผ่านบาดแผลขณะชำแหละหรือสัมผัสหมูดิบก่อนปรุง รวมถึงการใช้เขียงหรือมีดร่วมกันระหว่างอาหารดิบและสุก
Q: หูดับเฉียบพลันรักษาให้หายขาดได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการรักษา ผู้ป่วยบางรายที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกมีโอกาสได้การได้ยินกลับคืนมาเหมือนปกติ แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป การได้ยินอาจไม่กลับมาเป็นปกติ หรือสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรในหูข้างที่เป็น
Q: อาการหูดับจากไข้หูดับ ต้องรอดูอาการกี่วันก่อนไปหาหมอ?
A: ไม่ควรรอเลย เพราะไข้หูดับเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาการสามารถลุกลามรุนแรงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
หากมีไข้สูงร่วมกับอาการหูอื้อหรือการได้ยินลดลง โดยเฉพาะถ้ามีประวัติกินหมูดิบในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ควรไปโรงพยาบาลทันที
Q: เด็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่ออาการหูดับมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่?
A: สำหรับไข้หูดับ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต หรือโรคตับแข็ง มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่วนหูดับเฉียบพลันสามารถเกิดได้กับทุกวัย แต่มักพบในกลุ่มอายุน้อยถึงวัยกลางคนมากกว่า
สรุป อาการหูดับ สังเกตตัวเองให้ไวและรีบตรวจเพื่อรับการรักษา
อาการหูดับไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านหรือรอดูอาการ ไม่ว่าจะเป็น หูดับเฉียบพลันจากประสาทรับเสียงบกพร่องที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด หรือไข้หูดับจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ที่มาจากการกินหมูดิบ
ทั้งสองภาวะนี้ถ้าเรายิ่งรักษาเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาการได้ยินไว้ได้มากกว่า การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือน เช่น การได้ยินที่ลดลงอย่างเฉียบพลัน เสียงอื้อในหู หรือไข้สูงร่วมกับปัญหาการได้ยิน ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยให้คุณรับมือกับอาการหูดับได้ทันท่วงที ก่อนที่สายเกินแก้
ที่มา
หูดับ หรือหูตึงเฉียบพลัน จาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
กินหมูดิบ เสี่ยง ! โรคหูดับ จริงหรือ ? จาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กินหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงโรคไข้หูดับ จาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
“หูดับ ประสาทหูเสื่อม เสียงรบกวนในหู” สารพัดปัญหาโรคหูที่ต้องฟัง จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อัปเดตและติดตามสาระสุขภาพดี ๆ จาก ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ได้ที่
หากมีข้อสงสัย หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพและการใช้ยา สามารถปรึกษากับเภสัชกรได้ที่ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาเภสัชกรร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส ผ่าน ALL PharmaSee บน 7App พร้อมจัดส่งยาถึงบ้าน แล้วมาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

