คุณกำลังอยู่ในฤดูปอดบวมหรือเปล่า?

หนาวนี้ หากคุณมีไข้ ไอ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจแรงมากจนหน้าอกบุ๋ม คุณอาจจะกำลังกลายเป็นผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ โรคปอดบวมนั่นเอง

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือ โรคปอดบวม

โรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงเกิดจากการติดเชื้อโรคชนิดอื่น เช่น เชื้อไมโคพลาสมา (mycloplasma) และเชื้อรา ทำให้เนื้อปอดมีการอักเสบ จึงไม่สามารถหายใจได้อย่างเต็มที่ หายใจสะดุด หายใจหอบเหนื่อย นับเป็นโรคร้ายเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิตได้

การติดต่อ

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคปอดบวมมักอยู่ในน้ำลายและเสมหะสามารถแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกันรวมถึงแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา การให้น้ำเหลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น

อาการของโรคปอดบวม

1.ไข้หนาวสั่น ไอมีเสมหะสีเขียว สีเหลือง หรือไอมีเลือดปน เหนื่อยหอบ และหายใจลำบาก เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาไอ หรือหายใจเข้า-ออกลึกๆ มีอาการเหล่านี้เฉียบพลัน 1-2 วัน
2.มีไข้ต่ำ หรือไม่มีไข้เลย แต่ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวหรือปวดตามข้อ อาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 1-2 สัปดาห์ติดต่อกัน

การดูแลรักษา

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการหอบให้ดื่มน้ำมากๆ ทานยาลดไข้และยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถปรึกษาเรื่องยาที่ทานกับเภสัชกรได้ หากทานยาแล้วอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรทานยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบ ควรแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ ส่วนผู้ที่มีอาการหอบแล้วหรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

การป้องกัน

1.หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนมาก เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ หากเลี่ยงไม่ได้ให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค
2.หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
3.ไม่ควรให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปีและผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงไปอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย
4.ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
5.เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด ไข้สุกใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด