ออกกำลังกายช่วงเวลาไหนดีกว่ากัน

เทรนด์การออกกำลังกายกำลังเป็นที่นิยม สำหรับสายเฮลตี้ก็จะมีวิธีการออกกำลังกายที่ต่างกันออกไป รวมถึงช่วงเวลาที่ใช้ในการออกกำลังกายด้วย ซึ่งส่วนมากก็จะออกกำลังกายกันไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็นใช่ไหมคะ และทราบไหมคะว่าช่วงเวลาที่ใช้ออกกำลังกายมีผลต่อร่างกายด้วย วันนี้เรามาดูว่าแต่ละช่วงเวลา จะให้ผลต่อร่างกายอย่างไรกันค่ะ

 

ออกกำลังกายช่วงเช้า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง  และอบอุ่นร่างกาย 10-15 นาที ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาอื่น และไม่ควรดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารทันที เพราะอาจทำให้หายใจไม่ทัน และอาจเกิดอาการจุกได้ ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 2-3 ชั่วโมง

ข้อดี

  • ทำได้สม่ำเสมอมากกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่น เพราะโอกาสที่จะต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระอื่นๆ น้อยกว่า
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น
  • ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และตื่นตัวรับวันใหม่
  • มลพิษน้อยกว่า และได้รับแดดยามเช้าซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า เพราะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญระหว่างวัน และระดับฮอร์โมนในร่างกายสมดุล

ข้อเสีย

  • อุณภูมิในร่างกายต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น การไหลเวียนโลหิตน้อย จึงออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่
  • มีโอกาสบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้มากกว่าช่วงเวลาอื่น เพราะอุณภูมิจะต่ำกว่าช่วงอื่นของวัน
  • หากพักผ่อนไม่เพียงพอ การออกกำลังกายตอนเช้าอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย

 

ออกกำลังกายช่วงเที่ยงถึงบ่าย เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ และสามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องอบอุ่นร่างกายมาก (ประมาณ 5-10 นาที) และควรออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงโดยประมาณ

ข้อดี

  • ระดับฮอร์โมนและอุณหภูมิในร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มาก
  • มีส่วนช่วยลดอาการอยากขนมจุบจิบได้ แต่ไม่ได้เป็นกับทุกคน
  • ช่วยผ่อนคลายความเครียด เพราะได้ขยับร่างกายหลังจากนั่งทำงานตลอดช่วงเช้า

ข้อเสีย

  • มีข้อจำกัดเรื่องเวลา อาจทำให้ออกกำลังกายได้เพียงสั้นๆ เพราะต้องกลับไปทำงาน
  • ระบบหายใจทำงานได้ไม่ดีเท่าช่วงเวลาอื่นๆ

 

ออกกำลังกายตอนเย็น ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง หลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำที่อุณภูมิห้อง ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะทำให้ร่างกายปรับอุณภูมิไม่ทันอาจทำให้ไม่สบายได้ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย แต่ถ้าหิวอาจทานผลไม้แทนได้เล็กน้อย ควรเผื่อเวลาหลังออกกำลังกาย 4-6 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุล และจะทำให้หลับสนิทมากขึ้น

ข้อดี

  • โดยปกติอุณภูมิในร่างกายและฮอร์โมนจะสูงสุดในช่วง 18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ทำให้ร่างกายสามารถออกกำลังกายได้นานกว่าช่วงเวลาอื่น
  • บาดเจ็บน้อยกว่า เพราะอุณหภูมิร่างกายร้อน กล้ามเนื้อได้อบอุ่นร่างกายมาทั้งวัน

ข้อเสีย

  • ร่างกายจะตื่นตัว ทำให้นอนหลับยาก
  • ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมได้ช้า ต้องใช้เวลานานกว่าช่วงเวลาอื่นในการเผาผลาญ

 

เมื่อทราบว่าแต่ละช่วงเวลาที่ออกกำลังกายมีผลต่อร่างกายอย่างไรแล้ว ก็ควรเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกาย และความต้องการของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงความพร้อมของร่างกาย และกิจกวัตรประจำวันเป็นหลัก ไม่ควรหักโหมเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี และอย่าลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกินด้วยนะคะ